2015: How many books have you read this year? 

Here is my 2015 book list; in chronological order. I tracked my physical book shelf for it. See how dedicated I am? because I’m such a nerd that way, haha. 

1) The circle – Dave Eggers

2) Think like a freak – Steven D. Levitt & Stephen J. Dubner

3) Love by the book – Melissa Pimentel

4) The power of habit – Charles Duhigg

5) Blink – Malcolm Gladwell 

6) Finding Audrey – Sophie Kinsella

7) How will you measure your life? – Clayton M. Christensen 

8) The everything store: Jeff Bezos and the age of Amazon – Brad Stone

9) Attachment – Rainbow Rowell

10) Growth hacker marketing – Ryan Holiday 

11) The tipping point – Malcolm Gladwell 

12) Quiet: The power of introverts in a world that can’t stop talking – Susan Cain

13) The Martian – Andy Weir (Currently reading) 

So it looks like I just about achieved my goal of reading a book/month this year! 

Twelve, thirteen books per year really are not a lot, if you come to think about it. 

Looking at my bookshelf this year, I’m fairly satisfied as I have managed to read books from wider categories (My intention/resolution in the past few years) As an avid chick-lit reader ever since I could remember, I have come quite far for this! 

I’m even venturing out into Sci-Fi category! Pretty brave for me, although The Martian could be the first and last Sci-Fi book I read *chuckle* It’s quite interesting, but it requires more efforts than I’m used to when reading. All this Science….stuff. Hey, at least I tried, right? 

Somehow I have been drawn to psychology, behavioral economics, and business fields in the past recent years. Perhaps to satisfy my own curiosity that I wish to understand patterns of human behaviors and human minds. It is indeed a fascinating field. My job also requires quite a fair bit of people skills, so I suppose it makes sense that I have become interested; learning it in real life and reading it in my free time to understand human “complexity” better. 

My best pick of 2015? I have to give it up to Quiet. Highly recommend. Well-written and well-researched book you wouldn’t wanna miss. 

Anyone has Goodreads account? Feel free to add me! Mine is here. I’m brave enough to reveal that I did read Twilight (and did enjoy it back then!) I promise I won’t judge your book shelf 🙂 

Cheers for more good reads in 2016! 

Gosh, I do sound like one big nerd. A proud nerd it is then 🙂 

Irrational Man: Humans are disgusting. Twisted. Weak. 

*Warning: Contain spoilers*

เมื่อวันคริสต์มาสที่ผ่านมา เราไปดูหนังเรื่อง Irrational Man โดยรู้แค่ว่าเนื้อเรื่องคือพระเอกกำลังประสบปัญหาเรื่อง existential crisis และเป็นหนัง Woody Allen แค่นี้ก็พอแล้วที่ทำให้อยากดู 

(เจ๋งป่ะ วันคริสต์มาส เทศกาลแห่งความสุขและการเฉลิมฉลอง แต่ไปดูหนังคนอยากตาย I just love how ironic that is!) 

เราไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องหนังของ Woody Allen มากขนาดนั้น หนังเก่าๆยุคที่เขาดังมากๆก็ยังไม่ได้ดู ดูแค่หนังยุคหลังๆของเขาแค่4-5เรื่อง แต่เขาเป็นผู้กำกับหนังที่มีเอกลักษณ์มากๆ ดูแล้วก็จะรู้ว่าเป็นหนัง Woody Allen เพลงประกอบจะเพราะ ฟังแล้วติดหูทันที คาแรกเตอร์ตัวละครจะซับซ้อน มีความขัดแย้งและมีปมในตัวเองสูงแบบคนทั่วๆไป จะไม่มีใครขาวและดำแบบผู้ร้ายกับพระเอก ตัวละครสมจริงมาก และมักจะใช้ theme เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคน คู่รัก ครอบครัว ฯลฯ มี controversial topic ตลอด

และที่สำคัญ Dialog บทสนทนาจะเยอะ ฟังแล้วต้องคิดตาม มีคำคมๆออกมาให้คิดตลอด

ถูกจริตเรามาก เอาจริง หนังที่ดูแล้วมีประเด็นให้ขบคิด พอดูจบแล้วรู้สึกมีอะไรตกค้างให้ต้องตกผลึกความคิดอีกรอบ พูดคำนี้อีกแล้วแต่รู้สึกจริงๆว่าอารมณ์นี้คือเหมือนตอนเรียนอักษร ตอนนั้นมีอะไรให้คิดเยอะ ประเด็นและปัญหาเรื่องแนวคิดวิชาการต่างๆที่ controversial ต้องยกขึ้นมาถกเถียงใน essay หรือรายงานต่างๆ แต่พอจบมาเหมือนถูกกระแสชีวิตประจำวัน หน้าที่การงานปัจจุบันพัดไปให้แทบไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้ จากเรื่องปรัชญาแนวคิด การคิดวิเคราะห์ต่างๆ กลายเป็นเรื่องยอดขาย กำไร นโยบายการตลาด 

มาถึงจุดนี้ได้ยังไงนะเรา?

เหมือนถูก dehumanized ตัวเองยังไงไม่รู้!

ออกนอกเรื่องไปมากๆ ขอกลับเข้ามาที่ตัวหนังก่อน

หนังเล่นประเด็นหลักเรื่อง Murder and Justice การก่ออาชญากรรมฆ่าคนกับความถูกต้อง (นี่มันคลาสปรัชญาปี1ชัดๆ! ประเด็นคลาสสิกของวิชาปรัชญาเลยแหละ) สิ่งที่เรารู้สึกมากๆหลังดูจบคือ “มนุษย์แม่งน่ารังเกียจและขยะแขยงว่ะ” คำนี้เลยนะ เพราะอะไร? พระเอกเป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญา มีความรู้สูง ฉลาด มีเหตุผล แต่มีปัญหาคือรู้สึกไม่อยากมีชีวิตต่อไป อยากตาย (“I couldn’t find a reason for living. And when I did, it wasn’t convincing.”) แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกอยากฆ่าคนๆหนึ่งเพื่อช่วยเหลือคนอื่น ในหัวของพระเอกคือเป็นการกระทำที่ถูกต้อง เป็นการฆ่าเพื่อการสร้างความดีให้โลก ให้คนชั่วตายไปคนหนึ่ง และจากเหตุการณ์นี้ทำให้เขารู้สึกอยากจะกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง 

ต้องไปดูเองแล้วจะรู้สึกอึ้งกับเหตุผลต่างๆนานาที่พระเอกคิดเพื่อเป็นการ justify ว่าการฆ่าคนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเขาคิดแบบมีขั้นตอนและมีเหตุผลมาก 

เหตุผลต่างๆทำให้การฆ่าคนดูเป็นการกระทำที่ noble มาก คนชั่วจะถูกกำจัด อีกอย่างเขาคิดด้วยว่าเขาได้สร้างอาชญากรรมแบบไร้ช่องโหว่ขึ้นมา (perfect crime) ไม่มีทางที่ใครจะมาซัดทอดเขาได้  

แต่มีจุดเปลี่ยนตรงที่เมื่อนางเอกรู้ความจริงว่าเขาได้ฆ่าคน และขู่จะไปบอกตำรวจ ณ จุดนั้นเองพระเอกก็ไม่ต่างอะไรกับฆาตกรทั่วไปที่กลัวจะถูกจับ คิดจะหนีและฆ่าปิดปากนางเอกซะ 

ไหนล่ะเหตุผล? ตรงไหนที่ว่า noble? ดูแล้วมันเจ็บจี๊ดๆเลยนะที่หนังเสียดสีว่าสุดท้ายแล้วคนเราแม่งก็เห็นแก่ตัว รักตัวกลัวตาย เอาชีวิตรอด เป็นกมลสันดานมนุษย์ทั้งนั้น 

มือถือสากปากถือศีล คำนี้เลยละกัน สุดท้ายแล้วคนฉลาด อ้างหลักการและเหตุผล ก็ไม่ต่างอะไรกับคนเลว หรือมนุษย์ทั่วๆไป 

รู้สึกว่าดูแล้วเหมือนถูกตีแสกหน้ายังไงไม่รู้สิ 

ประเด็นความขัดแย้งในตัวเอง ความอ่อนแอของจิตใจมนุษย์ เป็นประเด็นหลักของหนัง Woody Allen ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ต่างกัน นางเอกก็เหมือนกันที่ตอนแรกไปหลงพระเอกหัวปักหัวปำ ทั้งที่ตัวเองมีแฟนแล้ว และเป็นลูกศิษย์พระเอก แต่ก็ไปนอนกับเขาและยอมให้อะไรเลยเถิดไปแบบไม่สนใจแฟนตัวเองเลยสักนิด เห็นเลยว่าคนเราพอหลงอะไร พออารมณ์พาไป เหตุผลอะไรก็ไม่สนใจทั้งนั้น ทิ้งแฟนไป แต่พอเห็นว่าพระเอกฆ่าคน เธอก็รับไม่ได้แล้วบากหน้ากลับมาหาแฟน ขอให้ยกโทษให้ว่าผิดไปแล้ว

หรือคู่นอนพระเอกที่เป็นอาจารย์ด้วยกัน ซีนที่พระเอกถามว่าทำไมไม่เลิกกับสามี ทั้งที่ไม่รักกันและไม่มีความสุขเลย เธอตอบว่าเธอเลิกไม่ได้ เธอต้องมีใครสักคนให้เป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจก่อนถึงจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง เธอเริ่มต้นใหม่คนเดียวไม่ได้ 

มนุษย์แม่งอ่อนแอว่ะ ว่าไหม? ทำทุกอย่างตามอารมณ์ทั้งนั้น สุดท้ายก็พ่ายแพ้กับอารมณ์ตัวเองเนี่ยแหละ

ส่วนตัวเราเป็นคนให้ความสำคัญกับเรื่องเหตุผลว่าควรจะต้องอยู่เหนืออารมณ์ แต่ยิ่งเจอคนมากขึ้น โตขึ้น ก็เห็นมากขึ้นจริงๆว่ามนุษย์ใช้อารมณ์เป็นหลักกันทั้งนั้น แม้กระทั่งตัวเอง มีคนไม่มากหรอกที่ควบคุมอารมณ์ได้ และทำตามเหตุผลทุกอย่าง 

เศร้าไงตรงที่ภูมิใจว่าเกิดมาเป็นมนุษย์มีสติปัญญาคิดวิเคราะห์ไตร่ตรองถี่ถ้วนต่างๆนานา แต่พอเจอเหตุการณ์บางอย่าง ความรู้สึกเกิดขึ้นปุ๊บ เหตุผลต่างๆก็บินออกทางหน้าต่าง ที่แย่ไปกว่านั้น หลายคนจมลึกไปถึงกระทั่งหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำที่ผิดของตัวเอง แบบพระเอกในเรื่องนี้ไง

อีกตอนที่ชอบมากๆคือ พระเอกพูดว่า รู้ไหมทำไมคนเราชอบนินทา สร้างดราม่าไร้สาระต่างๆขึ้นมา เพราะชีวิตคนเหล่านั้นมันว่างเปล่าไง 

ชอบมาก รู้สึกเหมาะกับยุคดราม่าไร้สาระบนอินเตอร์เน็ตในยุคนี้มากๆ 

ดีใจที่ได้ไปดู ถ้าไม่ได้เห็น Facebook link ของเพื่อนก็คงไม่ได้ไปเพราะไม่รู้เลยว่าหนังเข้า หนังเรื่องนี้รีวิวเมืองนอกแย่นะ แต่เราชอบ เพื่อนแนะนำให้ไปดูเรื่อง Blue Jasmine ของ Woody Allen อีก บอกว่าดีมาก และเราน่าจะชอบ คงไม่ได้ดูเพราะเราขี้เกียจหา แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากดูนะ 

Big Mountain Music Festival 7

อยากเม้ามอย ขอเขียนเป็น bullet point ละกัน 

1. ก่อนไป: เป็นงานที่ออกจากคอมฟอร์ทโซนเล็กๆ เพื่อนสนิทจะทักว่า “อิเนย แกเนี่ยนะไป big mountain!?” จริงๆเราฟังเพลงไทยนะ! แต่น้อย บางอารมณ์ก็จะฟัง ยังมีลิสต์เพลงไทยใน Spotify, Youtube ตัวเองเลย ตัดสินใจไป2วันเลย ตอนแรกก็แอบกลัวเหมือนกันว่าตัวเองจะเอนจอยหรือเปล่า เพราะเพลงไม่ค่อยคุ้นมากเท่าไร

2. ความรู้สึก: สนุกดี! เอนจอยกว่าที่คิด ไม่เคยไปงาน music festival แบบนี้ด้วยแหละ นี่ครั้งแรก เดินวนไปวนมาระหว่างเวที ดูได้หลายวง ไม่เบื่อดี โชคดีที่ไปตอนวีคที่อากาศเย็นพอดี ตอนตี1 ตี2 19-20 องศา เย็นสบายดีมากๆ 

3. สิ่งที่อยากบ่น: ฝุ่นเยอะมากกกกกกก กอไก่สิบแปดล้านตัว รองเท้าผ้าใบสีม่วงอ่อน ขอบขากางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้ม รถสีแดง ทุกอย่างกลายเป็นสีเทา! ปอดพังเป็นสีดำก็งานนี้แหละ โสโครกสุดๆ ในงานกระโดดทีฝุ่นฟุ้งขึ้นไปยังกะน้ำแข็งแห้งแบบแยกกันไม่ออก คนต้องใส่หน้ากากดูและเดินไปเดินมาอะคิดดู เรากลับถึงกรุงเทพปุ๊บสิ่งแรกที่ทำคือเอารถไปล้าง ทนไม่ได้มากๆ ขี้โคลน ฝุ่น น่าเกลียดมาก ถึงบ้านเมื่อกี้ก็เอารองเท้าผ้าใบซักทันที อยากรู้เหมือนกันว่าปีอื่นๆที่จัดโบนันซ่าเขาใหญ่จะมลพิษฝุ่นขนาดนี้ไหม แต่ที่แก่งกระจานคันทรี่คลับเป็นนรกฝุ่นดีๆนี่เองค่ะ

4. คนในงาน: เด็ก! ม.ปลาย มหาลัย มีป้าแก่ๆแอบหลงเข้ามาแบบเราเนี่ย รู้สึกแก่ไปเลย 55 ดีอย่างคือกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก ขายอะไรก็เลยถูกไปด้วย ไม่คิดว่าจะเจอน้ำเปล่าราคา 10 บาทขายที่ festival ได้ โอเคมากๆ แต่เศร้าหน่อยตรงเป๊ปซี่กับเบียร์ช้างเป็นสปอนเซอร์ ห้ามเอายี่ห้ออื่นเข้างาน กินเบียร์อะไรไม่ได้นอกจากช้างเท่านั้น แล้วเราไม่ชอบเบียร์ช้างเล้ย

5. วันแรก: อยู่แต่เวทีใหญ่ ดู Getsunova, Cocktail, Paradox โดยรวมโอเค Cocktail คนเยอะสุด เพลงคุกเข่ามันดี (รู้จักอยู่เพลงเดียวอะแหละ!) วงที่เหลือไม่ค่อยเท่าไร เราอยู่ใกล้เวทีตรงกลางๆ เห็นชัดเลย 

6. วันที่สอง: วันนี้ชิวกว่า! คนดูน้อยไปเยอะเลย เข้างานตอน3ทุ่มตกใจเลยนึกว่างานเลิก รถไม่ติดเลย และได้ที่จอดใกล้ทางเข้างานมาก เราเปลี่ยนเวทีไปดูสลับๆกันแบบชิวๆ ดู Musketeers ในผับแบบใกล้ขอบเวทีเห็นชัดสุดๆ ย้ายไปอีกเวทีดู Scrubb อยู่แถวหน้าสุดเลย ดีใจได้ฟังเพลงคำตอบ เพลงโปรด 🙂 แอบได้ดู T-bone ก่อนนิดนึง เพลงและบรรยากาศคนดูชิวมากแบบ beach bar ได้อีก เต้นกันจมกองฝุ่นแบบไม่กลัวเลย ย้ายไปดู Lula อีก stage Lula น่ารักอะ! ตลกดี เอนเตอร์เทนเก่ง ย้ายไปเวทีหลักดู Potato คนเยอะสุดๆ กลับมาอีกเวทีปิดท้ายที่ Klear คนดูไม่เยอะมากแต่engageกับวงมากๆ จบตีสองกว่า ฟิน แฮปปี้ รู้สึกคุ้มค่ากับ1,400บาทที่เสียไปจริงๆ

7. เรื่องตลก: ตอนจะเข้าผับในงานโดนขอตรวจบัตรจ้ะ อิเนยตกใจมากค่ะว่าป้าขนาดนี้ยังจะมาตรวจอะไรอีก! พี่การ์ดเขาขอเราดูเลยนะ คนอื่นก็ไม่เห็นตรวจ ตลกมากกับการที่อายุเกินไป10ปีแล้วยังจะโดนขอดูบัตรเนี่ย  

8. ประทับใจ: Potato มี energy สุดยอดมาก เราไม่เข้าใจว่าเขาทำได้ยังไง สุดเหวี่ยงมากจริงๆ ใส่แบบมันและไม่ยั้งมากๆแบบเกินร้อย อีกอย่างคือประทับใจคนดู Klear ทั้งที่คนไม่ได้เยอะมาก แต่ช่วยกันร้องแบบเสียงดังและเอนจอยกันมากๆ รู้สึกดีเวลาคนดูอิน เหมือนได้รับ energy จากการ bonding ตรงนั้นมาด้วย เราเคยคิดนะถ้าเป็นวงที่ร้องอยู่บนเวทีคงขนลุกน่าดู คนมาเยอะขนาดนี้ energy เต็มที่แบบนี้เพื่อมาดูเรา 

9. ไม่คิดว่าจะทำได้: นอน6โมงเช้า! ปกติเราออกจะเด็กอนามัย จำไม่ได้จริงๆว่าครั้งล่าสุดที่นอน6โมงเช้าคือเมื่อไร ตอนเป็นนักเรียนนอนเช้าสุดๆก็น่าจะตี4 ตี5 นะ นี่ beyond มากๆ 

10. สรุป: รู้สึกดีที่ได้กลับไปทำอะไรเหมือนอายุ 18 อีกรอบ! เหมือนชดเชยที่ตอนเด็กๆไม่ได้ทำอะไรแบบนี้ ได้มาทำตอนนี้ก็ยังไม่สายไปนะ ไม่ได้รู้สึกว่าแก่เกินไปขนาดนั้น สนุกดี ถ้ามี music festival แบบนี้ก็อยากไปอีก 🙂 

The Lobster – Love is Black

(Warning: Contain spoilers)

I have read a few Thai reviews on the movie before heading to the cinema to finally see it for myself. I was quite surprised when I found out this movie draws mainstream attention here, as I sensed a strong Black Comedy and Satire even just by watching the trailer. In fact, I was unsure if I would enjoy the movie, as I knew beforehand it’s not relatively easy to absorb absurd drama. Anyone who goes watch it and expects this to be a movie plainly aimed for single people surely is almost guaranteed to get disappointed. 

And isn’t it as satirical as expected? – ridicule, shame, and strip down the concept of love and society to its core, by holding true to the definition of Satire as in, “First it makes you laugh, then it makes you think.” And indeed it did – making us doubt the societal notion of love and relationships and perhaps our own selves. For the whole 2 hours, I felt as if some pins keep stinging my skin as the movie gradually shows irony and sarcasm on the aforementioned topic in their clever dialogs and settings. 

Literally, everything – the symbols and settings in the movie are done to reflect the “black” and “white” worlds, in this case “single” and “couple” worlds in a dystopia when love is fixed on one shape and form, dictated by regulations. Having a couple is good, being alone is terrible, having children fix problems in marriages, the movie told us in its exaggerated manner. We may laugh at how ridiculous those messages are, but seriously, think about it, how is that different from the society nowadays? 

Since when love means finding someone with similar traits and characteristics to us? First we may think it is ridiculous or stupid because we have the free will to choose who we love, unlike in the movie. In the movie, they need to change (force the nosebleed…) otherwise they would be changed to animals. But in real life, even without the death sentence, many of us are willing to change who we are in order to attract the potential romantic partner. Free will? I chuckle. You can shove the word free will up your ass. 

I personally love the scene with demonstration of “man eats alone” “man eats with woman” and “woman walks alone” “woman walks with man” and was laughing so hard. Very 1984-like. Propaganda at its best. It just couldn’t get any better than that. Again, we may laugh at how ridiculous it is, but tell me, how are those propagandas different from political stance like, let’s say, Thailand and its 12 core Thai values demonstrating how good of a Thai person should behave? 

One scene that is really painful to watch for me is when the “loner” group leader told a man to shoot his partner, so that he can stay alive. He did, and found out there was no bullet. Then the woman gave a sinister smile and walked away. That would really kill couple in “love” alive, without needing to literally kill them. That is the scene that shows the darkest side of a person when they say how much they love someone. In the end, aren’t we all selfish human beings? Always putting one’s self first, even though we claim we are madly in love with someone. How much is love? In love, how much does it contain selfishness? 

The second half of the movie shows the opposite side. When two main characters met in a “loner” group and fell in love, even though it is strictly forbidden, how much are they willing to sacrifice? How far would they go to prove their love? I read some comments on Thai reviews that some people dislike the ending, when it doesn’t show a clear-cut conclusion. To me, though, that is indeed the perfect ending for a satirical movie. It makes you doubt and think, just like it does from the beginning, whether the man is willing to make himself blind to be with her whom he “loves” The end is up to your own interpretation, leaves you question like the rest of the movie.  

It is a strange movie, but it helps if you are prepared that things get exaggerated and heavily sarcastic in satire literature. It may take time to acclimatize. But personally, I love the wit hidden in black humor and those ridiculous acts. It’s not “HA HA” slapstick funny, it’s snickering kind of funny that lingeringly stings, if you pause and *think* about the issues the movie tries to ridicule. 

And even though you don’t like it, it’s worth seeing just for the electronic music dance moves from the loners. Priceless. 

When was the last time you did something for the first time?

I’m never into geeky/techie stuff.

To me, they have their own, secluded world, and I have mine. It feels very unlikely that our worlds would intersect. I have zero intention to explore their world as I hold zero interest.

So what are the chances that someone like me, with degrees in Liberal Arts and Marketing, surrounded by friends in similar fields, go to geeky event like Data meetup?

0. Or even below that.

But it happened. And it was surprisingly fun! I didn’t realize how much I miss being exposed to new, unfamiliar things until last night’s event. Meeting new people from totally different background certainly is one of the greatest experiences I treasure when I lived abroad. Back home, though, I tend to stick more in my “circles,” people who are from similar backgrounds. Similarity could get boring at times! In a way, I enjoy being the “odd one out” You get to listen a lot and learn so much more from people who are different from you. They have so much to share, and those are new things for you, as well as you to them.

These days I get the feeling all fields are related in one way or another. We are connected (Excuse me if I sound like Zuckerberg for a second…). And we can definitely learn from one another. Even in my field, marketing, has gradually changed to be more data-driven. I certainly didn’t expect people would ask for advice on Japanese business etiquette, how to recruit Japanese/Japanese-speaking people, how to overcome high language barrier when dealing business with Japanese etc, but I was more than happy to share.

Oh, on another note, geeks are talkable! Sociable as well. Surprised! (Phew :P)

I bumped into a Spanish guy who lived in the States and Japan, as well as speaks fluent, perfect Japanese. Who could have imagined that!? We were chatting in Japanese for a while. That really reminded me of my life in Japan; chatting and switching back and forth between English and Japanese, to random people you meet at some parties. It’s almost like a flashback.

In a way, the event also reminded me of university life, with presentations and socializing session afterwards (Or as they say, “Networking” in a working world) Again, I did not realize I miss how refreshing it is to be mentally stimulating, with people who are passionate about what they do and eager to share common interests. I do love this kind of positive energy.

It’s also done in a casual, laid-back environment. Again, big contrast to my rigid, formal Japanese corporate world, where “Let’s grab coffee when you are in this part of town” or “Feel free to stop by and say hi” don’t exist.

I suppose, all along I’ve missed my “abroad self” which is slightly different from my “home self” The event unexpectedly triggered that self back, even just for a few hours. I gotta find some other ways to bring “her” back more often.

%d bloggers like this: