Irrational Man: Humans are disgusting. Twisted. Weak. 

*Warning: Contain spoilers*

เมื่อวันคริสต์มาสที่ผ่านมา เราไปดูหนังเรื่อง Irrational Man โดยรู้แค่ว่าเนื้อเรื่องคือพระเอกกำลังประสบปัญหาเรื่อง existential crisis และเป็นหนัง Woody Allen แค่นี้ก็พอแล้วที่ทำให้อยากดู 

(เจ๋งป่ะ วันคริสต์มาส เทศกาลแห่งความสุขและการเฉลิมฉลอง แต่ไปดูหนังคนอยากตาย I just love how ironic that is!) 

เราไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องหนังของ Woody Allen มากขนาดนั้น หนังเก่าๆยุคที่เขาดังมากๆก็ยังไม่ได้ดู ดูแค่หนังยุคหลังๆของเขาแค่4-5เรื่อง แต่เขาเป็นผู้กำกับหนังที่มีเอกลักษณ์มากๆ ดูแล้วก็จะรู้ว่าเป็นหนัง Woody Allen เพลงประกอบจะเพราะ ฟังแล้วติดหูทันที คาแรกเตอร์ตัวละครจะซับซ้อน มีความขัดแย้งและมีปมในตัวเองสูงแบบคนทั่วๆไป จะไม่มีใครขาวและดำแบบผู้ร้ายกับพระเอก ตัวละครสมจริงมาก และมักจะใช้ theme เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคน คู่รัก ครอบครัว ฯลฯ มี controversial topic ตลอด

และที่สำคัญ Dialog บทสนทนาจะเยอะ ฟังแล้วต้องคิดตาม มีคำคมๆออกมาให้คิดตลอด

ถูกจริตเรามาก เอาจริง หนังที่ดูแล้วมีประเด็นให้ขบคิด พอดูจบแล้วรู้สึกมีอะไรตกค้างให้ต้องตกผลึกความคิดอีกรอบ พูดคำนี้อีกแล้วแต่รู้สึกจริงๆว่าอารมณ์นี้คือเหมือนตอนเรียนอักษร ตอนนั้นมีอะไรให้คิดเยอะ ประเด็นและปัญหาเรื่องแนวคิดวิชาการต่างๆที่ controversial ต้องยกขึ้นมาถกเถียงใน essay หรือรายงานต่างๆ แต่พอจบมาเหมือนถูกกระแสชีวิตประจำวัน หน้าที่การงานปัจจุบันพัดไปให้แทบไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้ จากเรื่องปรัชญาแนวคิด การคิดวิเคราะห์ต่างๆ กลายเป็นเรื่องยอดขาย กำไร นโยบายการตลาด 

มาถึงจุดนี้ได้ยังไงนะเรา?

เหมือนถูก dehumanized ตัวเองยังไงไม่รู้!

ออกนอกเรื่องไปมากๆ ขอกลับเข้ามาที่ตัวหนังก่อน

หนังเล่นประเด็นหลักเรื่อง Murder and Justice การก่ออาชญากรรมฆ่าคนกับความถูกต้อง (นี่มันคลาสปรัชญาปี1ชัดๆ! ประเด็นคลาสสิกของวิชาปรัชญาเลยแหละ) สิ่งที่เรารู้สึกมากๆหลังดูจบคือ “มนุษย์แม่งน่ารังเกียจและขยะแขยงว่ะ” คำนี้เลยนะ เพราะอะไร? พระเอกเป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญา มีความรู้สูง ฉลาด มีเหตุผล แต่มีปัญหาคือรู้สึกไม่อยากมีชีวิตต่อไป อยากตาย (“I couldn’t find a reason for living. And when I did, it wasn’t convincing.”) แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกอยากฆ่าคนๆหนึ่งเพื่อช่วยเหลือคนอื่น ในหัวของพระเอกคือเป็นการกระทำที่ถูกต้อง เป็นการฆ่าเพื่อการสร้างความดีให้โลก ให้คนชั่วตายไปคนหนึ่ง และจากเหตุการณ์นี้ทำให้เขารู้สึกอยากจะกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง 

ต้องไปดูเองแล้วจะรู้สึกอึ้งกับเหตุผลต่างๆนานาที่พระเอกคิดเพื่อเป็นการ justify ว่าการฆ่าคนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเขาคิดแบบมีขั้นตอนและมีเหตุผลมาก 

เหตุผลต่างๆทำให้การฆ่าคนดูเป็นการกระทำที่ noble มาก คนชั่วจะถูกกำจัด อีกอย่างเขาคิดด้วยว่าเขาได้สร้างอาชญากรรมแบบไร้ช่องโหว่ขึ้นมา (perfect crime) ไม่มีทางที่ใครจะมาซัดทอดเขาได้  

แต่มีจุดเปลี่ยนตรงที่เมื่อนางเอกรู้ความจริงว่าเขาได้ฆ่าคน และขู่จะไปบอกตำรวจ ณ จุดนั้นเองพระเอกก็ไม่ต่างอะไรกับฆาตกรทั่วไปที่กลัวจะถูกจับ คิดจะหนีและฆ่าปิดปากนางเอกซะ 

ไหนล่ะเหตุผล? ตรงไหนที่ว่า noble? ดูแล้วมันเจ็บจี๊ดๆเลยนะที่หนังเสียดสีว่าสุดท้ายแล้วคนเราแม่งก็เห็นแก่ตัว รักตัวกลัวตาย เอาชีวิตรอด เป็นกมลสันดานมนุษย์ทั้งนั้น 

มือถือสากปากถือศีล คำนี้เลยละกัน สุดท้ายแล้วคนฉลาด อ้างหลักการและเหตุผล ก็ไม่ต่างอะไรกับคนเลว หรือมนุษย์ทั่วๆไป 

รู้สึกว่าดูแล้วเหมือนถูกตีแสกหน้ายังไงไม่รู้สิ 

ประเด็นความขัดแย้งในตัวเอง ความอ่อนแอของจิตใจมนุษย์ เป็นประเด็นหลักของหนัง Woody Allen ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ต่างกัน นางเอกก็เหมือนกันที่ตอนแรกไปหลงพระเอกหัวปักหัวปำ ทั้งที่ตัวเองมีแฟนแล้ว และเป็นลูกศิษย์พระเอก แต่ก็ไปนอนกับเขาและยอมให้อะไรเลยเถิดไปแบบไม่สนใจแฟนตัวเองเลยสักนิด เห็นเลยว่าคนเราพอหลงอะไร พออารมณ์พาไป เหตุผลอะไรก็ไม่สนใจทั้งนั้น ทิ้งแฟนไป แต่พอเห็นว่าพระเอกฆ่าคน เธอก็รับไม่ได้แล้วบากหน้ากลับมาหาแฟน ขอให้ยกโทษให้ว่าผิดไปแล้ว

หรือคู่นอนพระเอกที่เป็นอาจารย์ด้วยกัน ซีนที่พระเอกถามว่าทำไมไม่เลิกกับสามี ทั้งที่ไม่รักกันและไม่มีความสุขเลย เธอตอบว่าเธอเลิกไม่ได้ เธอต้องมีใครสักคนให้เป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจก่อนถึงจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง เธอเริ่มต้นใหม่คนเดียวไม่ได้ 

มนุษย์แม่งอ่อนแอว่ะ ว่าไหม? ทำทุกอย่างตามอารมณ์ทั้งนั้น สุดท้ายก็พ่ายแพ้กับอารมณ์ตัวเองเนี่ยแหละ

ส่วนตัวเราเป็นคนให้ความสำคัญกับเรื่องเหตุผลว่าควรจะต้องอยู่เหนืออารมณ์ แต่ยิ่งเจอคนมากขึ้น โตขึ้น ก็เห็นมากขึ้นจริงๆว่ามนุษย์ใช้อารมณ์เป็นหลักกันทั้งนั้น แม้กระทั่งตัวเอง มีคนไม่มากหรอกที่ควบคุมอารมณ์ได้ และทำตามเหตุผลทุกอย่าง 

เศร้าไงตรงที่ภูมิใจว่าเกิดมาเป็นมนุษย์มีสติปัญญาคิดวิเคราะห์ไตร่ตรองถี่ถ้วนต่างๆนานา แต่พอเจอเหตุการณ์บางอย่าง ความรู้สึกเกิดขึ้นปุ๊บ เหตุผลต่างๆก็บินออกทางหน้าต่าง ที่แย่ไปกว่านั้น หลายคนจมลึกไปถึงกระทั่งหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำที่ผิดของตัวเอง แบบพระเอกในเรื่องนี้ไง

อีกตอนที่ชอบมากๆคือ พระเอกพูดว่า รู้ไหมทำไมคนเราชอบนินทา สร้างดราม่าไร้สาระต่างๆขึ้นมา เพราะชีวิตคนเหล่านั้นมันว่างเปล่าไง 

ชอบมาก รู้สึกเหมาะกับยุคดราม่าไร้สาระบนอินเตอร์เน็ตในยุคนี้มากๆ 

ดีใจที่ได้ไปดู ถ้าไม่ได้เห็น Facebook link ของเพื่อนก็คงไม่ได้ไปเพราะไม่รู้เลยว่าหนังเข้า หนังเรื่องนี้รีวิวเมืองนอกแย่นะ แต่เราชอบ เพื่อนแนะนำให้ไปดูเรื่อง Blue Jasmine ของ Woody Allen อีก บอกว่าดีมาก และเราน่าจะชอบ คงไม่ได้ดูเพราะเราขี้เกียจหา แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากดูนะ 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s