อักษรศาสตร์เรียนอะไร? การเรียนอักษรฯทำให้การเรียนปริญญาโทง่ายขึ้นได้อย่างไร?

อยากเขียนมาพักหนึ่งแล้ว สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้มีคนทวีตเรียกว่าเรียนอักษรศาสตร์คือเรียน Linguistics 

ขอแย้งว่าผิดนะคะ อักษรศาสตร์ไม่ใช่ Linguistics เพราะ Linguistics เป็นแค่ subset ในคณะเท่านั้น ชื่อคณะเราจริงๆคือ Faculty of Arts หรือจะเรียกว่า Liberal Arts ก็ได้ และคำว่า Arts นี่กว้างมากๆนะคะ 

ยังไม่พอ เมื่อเร็วๆนี้ก็ได้รับคอมเมนท์ว่า “แค่เรียนภาษา ไม่ต้องเรียน4ปีในมหาลัยก็ได้นี่” 

ทำให้เรารู้สึกว่า เอ๊ะ คนนอกคณะเขาไม่เข้าใจกันใช่ไหมว่าคณะเราเรียนอะไร คิดว่าเราเรียนแต่ภาษาเหมือนโรงเรียนภาษาเหรอ เลยเป็นที่มาว่าอยากเขียนชี้แจงเล่าให้ฟังเล่นๆ  

เพื่อนเราเคยพูดว่าการเรียนสาขาอักษรศาสตร์ มนุษยศาสตร์ เป็นการเรียนสิ่งที่ทำให้ “คน” กลายเป็น “มนุษย์” ส่วนตัวชอบคำจำกัดความนี้นะ เห็นภาพชัดเจนดี 

ถ้าถามเราว่าเรียนอะไร อธิบายกว้างๆคือเรียนทุกอย่างที่เกี่ยวกับมนุษย์ สังคม วัฒนธรรม ภาษา ซึ่งภาษาก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นผลผลิตของวัฒนธรรมนั้นๆ ดังนั้น วิชาที่เรียนจะกว้างมากตั้งแต่ อารยธรรมตะวันออก อารยธรรมตะวันตก ปรัชญาทั่วไป (Debate กันมันตอนปี1 ถกกันจนปวดหัว ข้อสอบไฟนอล 3 ข้อ เขียนตอบเป็นเล่ม) ศาสนา การใช้เหตุผล (Reasoning ยากมาก ไม่เข้าใจว่าเรียนอะไร เอาจริง55) การละคร (สนุก! เรียนแล้วดูหนังวิเคราะห์หนังสนุกและละเอียดอ่อนขึ้นมาก) การเขียนรายงานภาษาไทยแบบถูกต้อง ภูมิศาสตร์ ภาษาศาสตร์ วรรณคดีไทย การเขียนรายงานการประชุมภาษาไทย การแปลไทย-อังกฤษ และอังกฤษ-ไทยเบื้องต้น ภาษาอังกฤษ 1&2 (ไม่ได้เรียนแบบมัธยม advanced ขึ้นเยอะ ทั้งการอ่านการเขียนการพูด หลายคนที่เรียนอังกฤษได้เกรด 4 ที่โรงเรียนมาตลอดชีวิต พอเข้าอักษรฯแล้วได้ C+) ฯลฯ ซึ่งเป็นวิชาบังคับที่ทุกคนต้องเรียน 

สำหรับวิชาเอก จะเรียนสกิลภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ฟัง พูด อ่าน เขียน นอกจากนี้ก็ต้องเรียนการแปล ภาษาศาสตร์ วรรณคดี ตามแต่เอกภาษาที่เราเลือก ทั้งนี้ไม่ได้เรียนแต่ภาษาอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจวัฒนธรรม วรรณคดี ประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของชนชาตินั้นๆด้วย 

การเรียนอักษรฯเอกญี่ปุ่น ไม่ได้ทำให้เราแค่พูดภาษาญี่ปุ่นได้ แต่ทำให้เรา “เข้าใจ” คนญี่ปุ่น เข้าใจว่าทำไมคนชาตินี้คิดแบบนี้ เพราะมีที่มาที่ไปแบบนี้จากสิ่งที่เรียนมา เช่น วิชา Business Japanese ปี4 ที่อาจารย์จะสอนบทสนทนาธุรกิจ พร้อมไปกับมารยาทการทำงานและการเข้าสังคมของญี่ปุ่น เป็นวิชาที่จบมาแล้วรู้สึกใช้ได้จริงมากๆ 

นอกจากนี้หลักสูตรอักษรฯ จุฬาฯ บังคับให้ลงภาษาทั่วไปเพิ่มอีก 12 หน่วยกิต ภาษาทั่วไปแปลว่าภาษาที่ไม่ใช่ภาษาเอกของตัวเอง อะไรก็ได้ เพื่อนหลายคนไปลงภาษาเพื่อนบ้าน มาเลย์ เวียดนาม พม่า หรือจะลงสเปน อิตาเลียน เกาหลี อะไรก็ได้นะ ส่วนเราขี้เกียจเรียนภาษาใหม่ เลยไปลงอังกฤษที่สถาบันภาษานอกคณะ (สถาบันส่วนกลางสำหรับทุกคณะ เรียนง่าย) แต่บางตัวก็ลงอังกฤษในคณะแข่งกับเด็กเอกอังกฤษเลยถ้าเวลาได้ (ปกติเขาไม่ทำกันเพราะกลัวโดนฉุดเกรด) เพราะรู้สึกวิชาคณะน่าสนใจ ยากดี55 ทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกว่าได้หลักการพูด public speaking มาจากวิชา Academic oral skills ที่คณะเนี่ยแหละ มีประโยชน์มาถึงชีวิตการทำงานจริง 

อีกเรื่องที่รู้สึกคือ การเรียนอักษรฯทำให้เรารู้สึกว่าการเรียนปริญญาโทง่ายขึ้นมาก

ส่วนตัวบอกเลยว่าเรียนปริญญาตรีหนักและยากกว่ามาก เพราะมีแรงกดดันสูงมาก เพื่อนในเอกญี่ปุ่นที่จุฬาฯทุกคน จำนวน 35 คน เป็นเอกที่แยกเอกตั้งแต่ตอน admission เข้ามาเลย ตั้งแต่ปี1 และจะไม่รับใครเพิ่มอีก (ปกติจะเข้าเอกตอนปี2) ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นเอกที่ “คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า” สาเหตุที่คนในอยากออกเพราะการแข่งขันสูงมาก เพื่อนทุกคน 35 คนในเอกสอบ admission เข้ามาด้วยคะแนน 80-89% และตลอดเวลาที่เรียนก็จะตามมาตรฐานนี้ตลอด คือ มีนหลายวิชาจะอยู่ที่ 80% 

แรกๆเข้าไปเราช็อค ทำใจไม่ได้ ปรับตัวไม่ได้ สมมติสอบย่อยได้ 16/20 เราก็ดีใจว่าทำได้เยอะแล้ว แต่มองไปรอบๆคือคนอื่นได้ 16.5 17.2 17.8 18.4 หรือได้เต็ม20 กลายเป็นว่า 16/20 คือคะแนนมีน เป็นเรื่องปกติมากที่คะแนนในเอกเราจะห่างกันเป็นจุดทศนิยมเวลาสอบ เราไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นคนรั้งท้ายของเอก เลยต้องพยายามมากๆ และก็รู้สึกเหนื่อยมากๆและกดดันมากๆตลอดเวลา 3 ปีครึ่งที่เรียน 

พอมาเรียนปริญญาโท เราเห็นเพื่อนหลายคนมีปัญหามากเรื่องการอ่านเยอะ เขียนเยอะ สำหรับเรา นั่นคือสิ่งที่เราทำมาตลอดตอนเรียนปริญญาตรีที่อักษรฯ คือสิ่งที่เป็นธรรมชาติสำหรับเรามาก เวลาเราสอบ เราอ่านหนังสือไม่รู้กี่ร้อยหน้าสำหรับวิชาอารยธรรม วิชาท่องจำต่างๆ อ่านจนอยากจะอ้วก เวลาเราเขียนตอบข้อสอบ ทุกอย่างในคณะอักษรฯเป็นข้อสอบอัตนัย แจกกระดาษคำตอบเป็นสมุดเล่ม เวลา 2-3 ชม. ถาม 3 ข้อ เขียนตอบ 8-10 หน้า เขียนตอบจนปวดนิ้ว แต่ก็ต้องสะบัดนิ้วแล้วก้มหน้าเขียนตอบต่อ 

การเขียน essay ยาวๆ การทำรายงาน ที่ทุกคนเจอตอนเรียนปริญญาโทและบ่นว่าไม่รู้จะเขียนอะไร ก็เป็นเรื่องที่เราเจอมาตลอดชีวิตการเรียนปริญญาตรี เราเรียนหลักวิธีการเขียน essay และได้ฝึกเขียนมาเยอะตอนอยู่คณะ การแถแบบมีสาระเป็นสกิลที่เด็กอักษรต้องมีนะคะ 55 เลยเฉยมากตอนเรียนโท จริงๆตอนสอบปริญญาตรีที่อักษรฯเคยสอบไฟนอล 10 ตัว ภายในอาทิตย์เดียว ตอนเรียนโทสอบ 5 ตัว 2 อาทิตย์เลยรู้สึกน้อยไปเลย (แต่ก็เครียดไปอีกแบบนะ ไม่ใช่ไม่เครียด เพราะวิชาไม่ถนัด) 

สำหรับเรา การเรียนโทยากตรงที่เราเปลี่ยนสายเรียนมากกว่า เลยซัฟเฟอร์กับการเรียนบัญชี ไฟแนนซ์ อีคอน มีเรื่องกลุ้มใจไปอีกแบบ แต่ถ้าเรื่องเนเจอร์ของการเรียนโทที่ต้องอ่านเยอะ คิดวิเคราะห์เยอะ เขียนเยอะ สำหรับเราเคยผ่านมาแล้ว และปริญญาตรีหนักกว่าและกดดันสูงกว่าจริงๆ เลยรู้สึกว่าการเรียนอักษรฯเป็นการปูสกิลพื้นฐานที่ต้องใช้ในการเรียนโทได้ดีแบบไม่ได้คาดคิด จนกระทั่งมาเรียนโทแล้วเห็นคนอื่นซัฟเฟอร์มากๆกับการอ่านเยอะๆนี่แหละ 

เราเลยอาจจะเป็นคนส่วนน้อยที่ไม่คิดว่าการเรียนโทหนักมากขนาดนั้น ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะลดความกดดันตัวเองให้น้อยลงด้วย และเด็กฝรั่งก็ไม่ได้บ้าแข่งขันเท่าเด็กไทยที่จุฬาฯนะคะ จะเครียดหน่อยก็ตอนเขียน dissertation เพราะต้องใช้โปรแกรมการเก็บสถิติ SPSS และเราเลือกเก็บข้อมูลแบบ quantitative เพราะอยาก challenge ตัวเองกับสิ่งที่ไม่ถนัด ถึงบอกว่าเป็นความเครียดคนละแบบกัน 

ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าคิดว่าเราเขียนบล็อกนี้มาเพื่ออวยคณะตัวเอง ไม่จริงเลยค่ะ จริงๆมีหลายเรื่องที่เรารู้สึกว่าการเรียนคณะนี้ไม่ practical เลย เหมือนเรียนเพื่อไปเป็นอาจารย์หรือนักวิชาการมากๆ ตอนเรียนก็เคยอึดอัดบ่อยๆ และถามตัวเองว่าเรียนไปทำไม 

แต่ถ้าถามเราตอนนี้ หลังจากทำงานมาได้ระยะหนึ่งแล้ว เรามองว่าการเรียนอักษรศาสตร์เป็นการปูพื้นฐานเรื่องการคิดวิเคราะห์ การวิพากษ์วิจารณ์แบบใช้เหตุผล การเรียบเรียงลำดับความคิดให้เป็นระบบ การเขียนให้ตรงประเด็นและกระชับ และการบริหารจัดการข้อมูลให้เป็นระเบียบได้ดีนะ โดยรวมอาจจะดูจับฉ่าย ไม่มีสกิลเฉพาะทางยกเว้นภาษา แต่สกิลที่เราได้มาก็เป็นสกิลที่ต้องใช้ในการทำงานจริงๆ อาจจะจับต้องไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่ติดตัวเรามา (Interpersonal skills/Transferable skills) และจะติดตัวตลอดไป (หวังว่า) 

ปัญหาก็คือต้องหาสกิลเฉพาะทางด้านอื่นติดตัวนี่แหละสำหรับคนเรียนอักษรฯ เรื่องนี้ขอละไว้ก่อน ถ้าจะเขียนจริงๆอาจจะต้องเป็นอีกโพสเลย มีเรื่องอัดอั้นตันใจกับเรื่องนี้มากพอตัวเลยค่ะ ขอจบดื้อๆแค่นี้ก่อนละกัน 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s