Desensitized?

When you are older and things go wrong in life,

You get up faster, you become stronger, you accept the reality easier. 

Which is a good thing. 

At the same time, though, 

The pain feels familiar like an old friend, in a lesser degree, yet it makes you numb. 

When 10 out of 10 goes wrong, what are the odds of the 11th to be right? 

So you lose hope. You roll your eyes. You smirk. You laugh this cruel laugh. You disregard it completely. 

The word “cynical” seems to be written with permanent ink on your bones, down your spines. 

It’s just another kind of screwups, what makes it different from others? 

So you shrug. 

*Meh*

You know life goes on, and the world never stops because one person is missing. You do things, you keep doing things, you discover happiness in many other places. It gets easier now to replace someone by doing something else, or even meeting new people. 

You live in the reality. In the present. Your head is no longer stuck in the past, like it once was in your youth. 

You move on. 

Yet at the same time, you no longer feel the depth of emotion when things go wrong as if your whole life could collapse, like in your youth. 

Nothing feels intense. Broken-hearted songs start to lose its meanings. 

Is this what maturity all about?

You become desensitized, by the flavor of life. 

Advertisements

Review: Rhythm Cycling, Absolute You 

ช่วงนี้ positive energy มาเต็ม 🙂 อยากทำอะไรใหม่ๆ อยากเจอคนใหม่ๆ รู้สึก…โล่ง ไม่ติดกับอะไรหรือใคร อาจจะลืมไปก็ได้ว่าการเป็นโสดจะรู้สึกมีอิสระได้เต็มที่ขนาดนี้ (“จริงๆตอนนี้ก็ดีนะ” ไม่ใช่ “ตอนนั้นก็ดีนะ” 55) อยากทำอะไรก็ได้ทำ และก็ค้นพบว่ามีอะไรน่าสนใจให้เราทำอีกเยอะมากๆในชีวิต เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ารู้สึกมีพลังแง่บวกกับชีวิตแบบนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไร! 

พล่ามมาเยอะไป55 แค่อยากจะมารีวิวคลาสปั่นจักรยานแบบใหม่ที่เรียกว่า Rhythm cycling ที่เราเพิ่งมีโอกาสได้ไปลองที่ Absolute You…คือ Absolute Yoga & Pilates เดิมนั่นแหละ แต่ rebrand ใหม่ 

ตอนแรกเราเห็น Rhythm cycling จาก IG ของโมเมที่ตามอยู่มั้ง แต่ไม่ได้สนใจ เพราะคิดว่าน่าจะเป็น spinning class ธรรมดาเหมือนฟิตเนสทั่วไป แค่มี gimmick ปั่นในที่มืดๆแสงไฟสีๆเฉยๆ แต่พอมาอ่านเจออีกทีในคลีโอ ปรากฏว่า…เขาบอกว่าไม่ใช่แค่ปั่นธรรมดาๆนะ แต่อันนี้คือการ dance on a bike! เต้นประกอบจังหวะเพลงมันๆแดนซ์ๆ พอเราได้ยินคำว่าเต้น+เพลงปุ๊บ แน่นอนว่าเข้าทางมาก อยากไปลองทันที แล้วก็บังเอิ๊ญ บังเอิญ ได้ free trial class มาลองสมใจ พร้อมลากคุณเพื่อนไปด้วยค่ะ 🙂 


สถานที่ 

Absolute Cycle ตอนนี้มี 2 ที่ให้ลอง คือ The Commons ทองหล่อซ.17 และตึกอัมรินทร์พลาซ่า ชั้น11 ซึ่งเป็น flagship store ด้วย เพิ่ง renovate ใหม่ สวยเชียว เราไปลองมาที่อัมรินทร์นี่แหละ 

อุปกรณ์

เตรียมชุดออกกำลังกายมาอย่างเดียว Absolute มีห้องอาบน้ำ ผ้าเช็ดตัว ผ้าขนหนูผืนเล็กซับเหงื่อวางไว้ที่จักรยานเตรียมให้ มีรองเท้าสำหรับปั่นจักรยานโดยเฉพาะให้ด้วย พื้นรองเท้าตามรูป หน้าตาประหลาดมาก พอใส่เดินแล้วจะเหมือนอยากหงายหลัง ใส่รองเท้ากลับด้าน ตัวนี้เรามารู้ทีหลังตอนเข้าไปปั่นว่า รองเท้าจะมีปุ่มลงล็อคกับที่ปั่นจักรยานได้พอดีเลย


ลักษณะคลาส

Foundation 

สำหรับคนเข้าคลาสครั้งแรก จะมีสอนปรับจักรยานก่อน ประมาณ 15 นาที ครูจะสอนแนะนำอุปกรณ์ทั้งหมด สอนวิธีใส่รองเท้าเข้าที่ปั่นด้วย (ยากสุดละ) วิธีปรับ resistance และเตรียมให้เราหยิบ dumbbell 2 อันมาวางบนที่วางจักรยาน สอนวิธีการวาง position มือบนบาร์จักรยานว่ามีทั้งหมด 4 positions

Absolute Beats Class

พอปรับจักรยานเป็นแล้วก็เริ่มปั่นกันได้เลย! ปิดไฟกันมืดๆปั่นพร้อมเพลงนี่ล่ะ ถ้าใครใส่เสื้อสีสดๆมาคือนีออนเรืองแสงแบบชัดเจนมากค่ะ

คลาสนี้เขาจะไม่ให้เรานั่งปั่นกันค่ะ 80% ของคลาสคือให้ยืนปั่น โดยวิธีการคือ ยืนขึ้น ยื่นก้นออกไปด้านหลังให้มากที่สุด แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าปั่น position เดียวกับการ squat เลย แต่ทำบนจักรยานและปั่นไปด้วย ถ้าคนไม่เคยทำมาก่อน รับประกันความเมื่อยแน่นอน! 

แต่ละเพลงที่ปั่นจะคุ้นหูกันทั้งนั้น Sorry – Justin Bieber, This is what you came for – Calvin Harris etc มีการออกท่าออกทาง combo หลายอย่างดีมาก เช่น push up กับบาร์จักรยาน ก้มปั่นแล้วยกแขนซ้ายทีขวาที ก้มปั่นพร้อมเอามือแตะอกสลับกันไปมา ปั่นพร้อมเอียงตัวไปซ้ายและขวา มีช่วงเบรคคือ dumbbell นี่แหละ! ยกขึ้นๆลงๆหลายท่า พร้อมขาที่ปั่นอยู่ มีช่วงให้ปั่นสปีดเร็วๆ พร้อมจังหวะเพลง ยากตรงปั่นให้ทันจังหวะนี่แหละ ครั้งแรก เรามั่วซะมาก ปั่นจังหวะตามใจฉันอยู่ค่ะ55


ชอบ energy ครูสอนที่เขาพยายาม build ดี พูดย้ำตลอดว่า “ถ้าเราคิดว่าทำได้ เราก็ต้องทำได้” “รู้ว่าเมื่อย แต่มันต้องเมื่อยค่ะ ถูกแล้ว!” จะมีช่วงขอเสียงกรี๊ดดังๆ ซึ่งปลดปล่อยดีมากเลย 

ราคา

ถ่ายรูปเก็บมาไว้พอดี เหมือนจะมีโปรโมชั่นเปิดใหม่เดือนนี้ แต่ราคาโหดร้ายใช้ได้ตามมาตรฐาน Absolute แพงกว่าโยคะอีก ถึงแม้ว่าราคานี้จะเหมาเล่นได้ทั้งโยคะ พีลาทีส และ cycling หมดเลยก็เถอะ


ความรู้สึก

  • แปลกดีนะ ใหม่ดี เต้นบนจักรยานจริงๆอะ
  • เขาบอกว่าเป็นคาร์ดิโอ และหลายคนเหงื่อแตกพลั่กมากหลัง 45 นาที แต่สำหรับเรา…ไม่เหนื่อยขนาดนั้นแฮะ ช่วงหลังๆเป็นแบบนี้ตลอดคือออกกำลังกายแบบคลาสจะไม่เหนื่อยเหมือนตอนเทรนกับเทรนเนอร์ตัวเองที่เหงื่อออกและหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกเลย แต่พอมาออกในคลาสจะมีเหงื่อแค่ซึมๆ ไม่ฟินเท่าที่ควรค่ะ หลังๆติดอยากให้เหงื่อออก เพราะรู้สึกดีกว่ามากๆๆ
  • วันรุ่งขึ้นจะรู้สึกเมื่อยต้นขาและก้นตามปกติ แต่ถ้าไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนอาจจะมีปัญหากับการเดินลงบันได ร้องโอดโอยได้นะคะ
  • สถานที่ที่อัมรินทร์ดีมาก ทุกอย่างใหม่เอี่ยม คงเพราะเพิ่งเปิดมาได้เดือนเดียว
  • ครูสอนน่ารัก พลังงานเต็ม positive energy FTW!
  • ติงอย่างเดียว ราคานี่แหละ!

Swan Lake Ballet (Bangkok’s 18th International Festival of Dance & Music)

ขอเขียน (แกมบ่น) เป็น bullet point แบบลวกๆ ภาษาแบบสุกเอาเผากิน ประสบการณ์การดูบัลเล่ต์ครั้งแรกในชีวิต


-Theme of the night = พัง!

เป็นวันที่พังมาก! เราชะล่าใจออกจากออฟฟิศเลทไปหน่อย ปรากฏว่า MRT คนเยอะมาก ขนาดยอมนั่งเลยไปอีกสถานีนึงเพื่อจะขึ้นรถไฟให้ได้ก็ยังรอเป็นชาติ กว่าจะลากสังขารไปถึงสถานีศูนย์วัฒนธรรมได้ก็อ่อนระโหยโรยแรงแถมลุ้นอีกว่าจะไปทันไหม ยังไม่พอ ไปถึงฝนก็ตก ต้องรีบนั่งพี่วินไปต่อ เพราะไม่งั้นจะไปไม่ทัน เปียกสิคะ! แถมตอนพี่วินขี่ย้อนศรย้อนเลนกลางสี่แยก ฉันนี่หัวใจจะวายตาย นึกว่าจะได้ตายกลางสายฝนก่อนดูบัลเล่ต์ สวอนล้งสวอนเลค tragedy อะไรนี่ไม่ต้องไปดูละ เพราะ tragedy จริงคือฉันตายก่อน งี้

-ตอนเบียดหน้าติดหลังคนใน MRT กับตอนซ้อนท้ายพี่วินกลางสายฝน พี่วินยื่นหมวกกันน็อค(มีกลิ่นตุๆ)ให้ใส่เพราะหัวเราจะได้ไม่เปียกมาก (ขอบคุณนะคะ) ในขณะที่เราแต่งเดรสดำ ถือกระเป๋า Mulberry ใส่ส้นสูง3นิ้ว แต่งตา smokey eyes แวบนึงก็คิดขึ้นมานะว่าเป็น irony ประเทศโลกที่สามจัง จ่ายเงิน 3,000 มาดูบัลเล่ต์ แต่งตัวสวย แต่คุณภาพขนส่งมวลชนและการเดินทางติดลบ ถึงสถานที่ก็เน่าและเปียกได้ที่พอดี กรุงเทพมหานคร ชีวิตดีดีที่ลงตัว

แต่เราไม่ได้ดราม่าหนักแบบ Facebook post นี้นะ คนแชร์เยอะเชียว คงเพราะเราตระหนักอยู่แล้วว่านี่คือคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพ เสน่ห์กรุงเทพจริงๆ…มีครบทุกรสชาติดีค่ะ (ไม่แน่ใจตัวเองว่าประชดหรือพูดจริง อาจจะทีเล่นทีจริง…)

– Swan Lake รอบนี้ เป็นวันเปิด Bangkok Dance Festival วันแรก พระเทพเสด็จ มีแต่คนแต่งตัวไฮโซๆ จัดเต็มกันทั้งน้าน

– หิวมาก! มาถึงกะรีบหาอะไรยัดเข้าปากกิน แต่มีอาหารแค่ Canape แซนด์วิช 3 คำเล็กๆให้กิน ด้วยราคา 120 บาท! จากโรงแรมดุสิต จะเป็นลมตาย จำใจจ่าย กินเข้าไปนึกว่ากินลม ไม่เหมือนมีอะไรตกถึงท้องเลย เคี้ยวทุกอย่างหมดภายใน 5 นาที

-หิวน้ำมาก! แต่น้ำที่ขายมีแค่ Evian or Perrier ในราคา 110 บาท โอ้มายก๊อด น้ำที่แพรีสยังถูกกว่านี้! อกอีแป้นจะแตก (ใครคืออีแป้น?) แถมคนต่อคิวเยอะ อดซื้ออีก ทนคอแห้งไปค่ะ


-การแสดงมีทั้งหมด 3 องก์ ระหว่างองก์จะมี intermission ประมาณ 20 นาที องก์แรกยาวมาก! ประมาณ 70 นาทีมั้ง จากมุมมองคนทั่วไปที่ไม่มีความรู้แบบเรา รู้สึกว่าเวิ่นเว้อไป เต้นไปมาแบบเดิมๆ ฉากวังเวิ่นเว้อมากๆ

-ระยะเวลาการแสดง 19:30-23:00 ยาวๆไปค่ะ! หาวไปประมาณ 456 ที ระหว่างดูไปก็คิดเยอะมาก เหม่อลอย ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยซะงั้น ทั้งเรื่องที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกะบัลเล่ต์ (อ้าว) สงสัยหลายอย่าง เช่น นักแสดงจำได้ไงว่าต้องเต้นอะไรตอนไหน สำหรับเรามันดูเหมือนกันหมด / ทึ่งด้วยกับคนที่เรียนบัลเล่ต์ การขยับเขยื้อนร่างกายเขาเหมือนไม่ใช่คนจริงๆ เป็นคนไม่มีกระดูก ทำกันได้ยังไงนะ / กว่าจะเต้นกันได้ถึงขนาดนี้ เท้าห้อเลือด เล็บหลุดกันไปกี่ครั้ง แค่คิดยังขนลุก / สงสัยต่อว่าอาชีพนักแสดงบัลเล่ต์มืออาชีพจะเป็นยังไง รู้สึกอยากอ่านสัมภาษณ์นักแสดงขึ้นมาทันที เดี๋ยวจะไปหาอ่าน / อยากรู้ว่านักแสดงบัลเล่ต์ผู้ชายมีแรงบันดาลใจอะไรที่ทำให้ชอบเต้น เพราะพอนึกถึงการเต้นบัลเล่ต์เราจะนึกถึงผู้หญิงก่อน จริงไหม ผู้ชายชอบเต้นอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ / อยากดูหนังเรื่อง Swan Lake รู้สึกพลาดที่ยังไม่ได้ดู ทุกคนบอกว่าดีมากๆ

-Swan Lake theme ติดหูจริงๆ ได้ยินไม่รู้กี่รอบ

-เหมือนมีท่อนนึงระหว่างการแสดง เราน่าจะเคยเล่นเปียโนท่อนนั้นมา ของ Tchaikovsky นี่ล่ะ Flashback ไปถึงตอนเรียนเปียโนซะงั้น! ตอนขยันซ้อม นึกถึงครูญี่ปุ่นที่เคี่ยวเข็ญเราให้สอบให้แข่ง นึกถึงตอนม.2ไปเล่นที่ Goethe แล้วเล่นผิดหนักมากและรู้สึกขายหน้ามาก (Impromptu Op.90 No.2 in E-flat Major ของ Schubert โน้ต 10 หน้า ซ้อมร้อยรอบ วันจริงเล่นแหว่งไปเกือบ 2 หน้า จำได้ดี ลงเวทีมาแล้วจะร้องไห้) เรียนมา 10 ปี พอเลิกเรียนก็ไม่เคยแตะเปียโนอีกเลย ยังสงสัยและหาคำตอบจากตัวเองไม่ได้ว่าเพราะอะไร…จนถึงทุกวันนี้ สรุปนี่ฉันไม่ได้รักการเล่นเปียโนเลยเหรอ?

-ตีความบัลเล่ต์ไม่ออก! ดูแล้วงงว่าฉากนี้สื่อถึงอะไร เรานี่งงตอนจบค่ะว่าจะตีความอย่างไร สรุป happy ending หรือพระเอกกับนางเอกตาย ต้องมาหาเรื่องย่ออ่านอีกรอบ ถือว่าสกิลการตีความกาก ไม่ผ่านสินะ


-นั่ง discuss เรื่องการตีความ ฉาก อารมณ์ตัวละคร ช่วง intermission กับเพื่อนๆ เช้าวันรุ่งขึ้นยังมีการไลน์คุยกันในกรุ๊ป เพราะต่างคนต่างข้องใจ รู้สึกว่าการทำอะไรแบบนี้อักส๊อนอักษรมาก ไม่เคยทำแบบนี้กับเพื่อนคนอื่นนอกคณะเลยแฮะ

-คิดถึงวิชา Intro to Dramatic Arts ที่คณะ…ในแง่ที่ว่าพอเรียนจบมาแล้วเราไม่สามารถกลับไปดูหนังแบบไม่ค่อยคิดอะไรได้อีก ไม่รู้เพื่อนที่คณะคนอื่นเป็นเหมือนเราไหมนะ แต่ถ้ามาดูละครเวที ละครเพลง หนังบางแนว (ที่ไม่ตลาดมาก) หรือบัลเล่ต์อย่างคราวนี้ จะรู้สึกว่าต้องตีความในหัวตลอดเวลา ฉากนี้สื่อถึงอะไร การที่ตัวละครทำแบบนี้คือจะเป็นสัญญาณปูไปสู่ฉากต่อไปหรือเปล่า สัญลักษณ์ในเรื่องมีอะไรบ้าง ได้ข้อคิดอะไรจากเรื่องนี้บ้าง เป็นการดูแบบเก็บรายละเอียดมากขึ้นมากๆ และเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ เหมือนสมองโดนจูนไปให้คิดแบบนี้แล้ว

-กลับบ้านอย่างหมดสภาพที่สุด ทั้งหิวทั้งง่วง และเหนื่อยมาก หาวไม่รู้กี่รอบ แต่ขนาดง่วงมากอยากจะนอนก็นอนไม่ได้เพราะหิวโซ คอแห้งอีก ต้องคุ้ยหาอะไรกินในตู้เย็นตามมีตามเกิดก่อนนอน บอกแล้วว่า theme พัง! ของจริง

-รูปใน IG (ซ้าย) คือมายา แต่ใน IG stories (ขวา) คือของจริง

“กี่ปีแล้วนะ” – The one that got away

บ่ายวันหนึ่ง ณ คาเฟ่เล็กๆใจกลางกรุงแห่งหนึ่ง

ฉัน: กี่ปีแล้วนะ

เขาตอบกลับอย่างรวดเร็วแบบไม่ต้องหยุดคิด

เขา: 10 

ฉันจ้องหน้าเขา แล้วก็พูดโพล่งออกไปแบบไม่ได้ยั้งคิด

ฉัน: ดีใจว่ะ…ที่เราไม่ได้คบกัน

เขาก้มหน้าหลบตา ส่วนฉันนั่งหัวเราะเห็นเป็นเรื่องสนุก 

ถ้าบทสนทนาบทนี้เป็นหนังรัก romantic comedy ร่วมสมัย คนดูคงจะได้ลุ้นไปตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงเศษๆ ว่าเรื่องราวของเขาและเธอเมื่อ 10 ปีที่แล้วสมัยเป็นนักเรียนเป็นอย่างไร เกิดอะไรขึ้น มีอะไรที่ทำให้เขาไม่ได้คบกัน ทำไมถึงได้กลับมาเจอกันอีก จะมีอะไรหักมุม และต่อจากนี้เขาและเธอจะได้กลับมาลงเอยกันอีกไหม 

ตื่นค่ะ! 

เรามาเล่าเวอร์ชั่นชีวิตจริงกัน 

ในชีวิตจริง…เมื่อเขากลับมาเจอกันใหม่ ต่างคนก็ต่างมีชีวิตของตัวเองที่ไม่ได้มาบรรจบกันอีก เป็นแค่จุดเล็กๆจุดหนึ่งที่ได้กลับมาคุยกัน ไม่ว่าอย่างไรความสัมพันธ์ก็จะไม่มีทางกลับมาเป็นแบบเดิมได้ เป็นการเจอกันใหม่ กับคนในอดีต ด้วยความสัมพันธ์แบบใหม่ที่เบาบางลงมาก แล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปตามทางชีวิตของตัวเอง มันก็แค่นั้น

ไม่สงสัยเลยใช่ไหมว่าทำไมคนถึงเพ้อฝันกับเวอร์ชั่นหนังมากกว่า?

เรามีความรู้สึกว่าหนังจะชอบ romanticize กับ theme “The one you got away” มากเกินไป จริงๆอยากเขียนประเด็นนี้ตั้งแต่ดูหนังเรื่อง Cafe Society ที่ทำยังไงพระเอกก็ลืมรักแรกที่เป็นนางเอกไม่ได้ จนต่างคนต่างแต่งงานมีครอบครัวของตัวเองไปแล้ว พระเอกมีลูกแล้วด้วยซ้ำ แต่พอ2คนได้กลับมาเจอกันอีก หลายสิบปีผ่านไป เขาก็ยังยอมรับว่าเธอคือคนเดียวที่เขาตกหลุมรัก แล้วเขาก็จูบเธอ 

เล่นประเด็นนี้ก็ง่ายสิคะ เพราะคนเราจะชอบ fantasize และมักจะอยากได้อะไรที่ไม่ใช่ของของเราอยู่แล้ว เพราะอะไร? เพราะคุณติดกับอยู่ในจินตนาการของคุณไง เพราะคุณวาดฝันว่าคนๆนั้นจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ตามใจคุณ แต่จริงๆแล้วคุณไม่ได้เขามา คุณไม่รู้จักเขาหรอกว่าจริงๆแล้วเขาเป็นคนยังไง ข้อเสียของเขาจริงๆคืออะไร 

เราเศร้าเพราะพอหนังเล่นประเด็นนี้ คนที่อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพระเอกมาตลอดอย่างภรรยาเขากลับโดนมองข้ามและละเลยไป ตามธรรมชาติของมนุษย์อีกนั่นแหละ สิ่งที่เรามี สิ่งที่เราอยู่กับมันทุกวัน เห็นทั้งข้อดีข้อเสียทุกด้าน สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นความเบื่อ ความชินชา

แต่จริงๆแล้วความ”ธรรมดา”ของสิ่งที่เรามี คนที่อยู่กับเราทุกวัน มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยนะ คุณต้องต่อสู้อะไรกันมามากเท่าไร ผ่านอะไรดีๆและร้ายๆกันมากี่ครั้ง แต่เขาก็ยังเลือกจะอยู่กับคุณ 

แต่เรื่องแบบนี้ทำเป็นหนังไม่ได้ เพราะดู “ธรรมดา” ไป ไม่มีใครอยากมารับรู้รสชาติชีวิตจริงที่ไม่โดนปรุงแต่งหรอก จริงไหม?

ถ้าชีวิตได้สอนอะไรเราอย่างหนึ่ง คือการติดกับอะไรที่เราคิดว่า “ควรจะเป็น” (“What ifs” “Could haves” “Should haves”) มันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลยจริงๆ คิดไปเถอะกับเรื่องอดีต คิดไปให้ตายคุณก็ไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้ เพราะชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อไป ยังมีอะไรข้างหน้ารอเราอีกเยอะมาก 

เมื่อประตูบานหนึ่งปิดลง ก็จะมีประตูบานใหม่ (อีกหลายบานด้วย) เปิดขึ้นต้อนรับเราเสมอ

ไม่มีอะไรจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

The one that got away is…the one that got away. 

That’s it. 

(กว่าจะตระหนักและเข้าใจได้นี่…ใช้เวลาหลายปีมาก!)

แค่ได้กลับมาคุยกับคนในอดีตที่เหมารวมไปแล้วว่าจบแล้วคือจบเลยก็ถือว่าเหนือจริงและเกินคาดมากแล้ว 

เพราะนี่คือชีวิตจริง…ไม่ใช่หนังหรือนิยายค่ะ 

ความโกรธแค้น

(หมายเหตุ -เขียนตอนอารมณ์สงบ)

อยู่มาจะ30ปี ชีวิตนี้ไม่เคยเกลียดหรือโกรธแค้นใครหนักๆเลยจริงๆ จนกระทั่งต้องเขียนบันทึกไว้เป็นครั้งหนึ่งในชีวิต 

ด้วยความที่ไม่เคยโกรธ ไม่เคยแค้นใคร เลยกำลังพยายามหาทางจัดการอารมณ์อยู่ เพราะเป็นความรู้สึกที่ใหม่มาก 

เคยคุยกับคนๆหนึ่ง เขาเคยอธิบายความรู้สึกให้เราฟังว่าเขาโกรธแค้นคนอีกคนมากจากปัญหาเรื่องการแก่งแย่งชิงดีด้านหน้าที่การงาน เขาไม่สามารถสลัดความรู้สึกนี้ออกไปได้ 

นับถอยหลังไปหลายปีอยู่ ตอนนั้นเรายังอยู่มหาลัย และไม่เข้าใจเลย “อะไรกันนักกันหนา ปล่อยวางไปสิ จะเก็บมาคิดทำไม ทำตัวเองทุกข์เปล่าๆ”

แต่วันนี้ เราเริ่มเข้าใจความรู้สึกโกรธแค้นแบบนั้นมากขึ้นแล้ว 

และแล้ว…ประโยคนี้ก็หวนกลับมาอีกครั้ง “You’ll never know how it feels until it happens to you” 

พออายุมากขึ้น ได้ออกมาจาก protective shell (หรือคุณจะเรียกว่า “กะลา” ก็ได้ อาจจะมีนัยที่คล้ายคลึงกัน) เผชิญโลกมากขึ้น ผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายมากขึ้น ก็จะมีบางช่วงเวลาที่ค้นพบ “ด้านมืด” ของตัวเอง ซึ่งเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรามีด้านมืดแบบนี้อยู่ เพราะก่อนหน้านี้เราไม่เคยเจอเรื่องอะไรที่ร้ายๆหรือกระทบใจหนักๆ 

พอค้นพบด้านมืดของตัวเองก็ตกใจนะคะ เหมือนเราไม่รู้จักคนนี้มาก่อนในชีวิต แล้วอยู่ดีๆเธอก็โผล่มาอยู่ใกล้ตัวมากๆ มานั่งอยู่ในใจเรา (literally) มาก่อปัญหาสร้างความวุ่นวายในใจเราซะงั้น

เรื่องความโกรธแค้นก็เข้าข่ายนี้เช่นกัน เป็นตัวละครใหม่(ลับ)ที่เป็นตัวป่วนตัวแม่เลยทีเดียว เหมือนเธอวิ่งผลัด 4×100 เมตรเต็มฝีเท้ามาพร้อมกับหอบคบเพลิงร้อนๆจะมาเผาใจเราซะอย่างนั้น 

ไม่นานมานี้ได้อ่านบทความ เขาเปรียบเทียบไว้ว่า 

เวลาที่คุณแค้นใคร คุณจะตกเป็นทาสของคนๆนั้น เพราะคุณปล่อยให้คนๆนั้นมามีอิทธิพลควบคุมอารมณ์คุณให้ไม่สงบนิ่งตลอดเวลา โดยที่คนๆนั้นไม่รับรู้อะไรเลยด้วยซ้ำ แต่คุณนั่นแหละคือคนที่ยอมทำให้ตัวเองตกเป็นทาสเขา

แรง (แต่จริง) 

ถ้าคุณไม่เคยรู้สึก เรายินดีด้วยค่ะ เพราะมันเป็นความรู้สึกที่ไม่น่าอภิรมย์อย่างยิ่ง แต่ถ้าคุณเคยรู้สึก เราก็ยินดีด้วยเช่นกันค่ะ เพราะสิ่งนี้จะเป็นบททดสอบการควบคุมอารมณ์ของตัวคุณได้ดีมากๆ 

ส่วนวิธีแก้ไข…เราคิดว่าทุกคนน่าจะรู้อยู่แก่ใจ เรากำลังพยายาม experiment และจัดการในแบบของเราเช่นกัน สุดท้ายแล้วก็ยังเชื่อมากๆเรื่องความมหัศจรรย์ของเวลาเสมอนะ ไม่มีอะไรที่รักษาไม่ได้ด้วยเวลา ตอนนี้แค่อยากจะบันทึกไว้ว่า ชีวิตนี้ฉันได้รู้จักรสชาติการโกรธแค้นแล้วนะ เธอคือใครเนี่ย หน้าตาน่าเกลียดแปลกประหลาดที่สุดเลย! 

ขอทิ้งท้ายด้วย quote ของ Murakami ในเรื่อง What I talk about when I talk about running ได้ไหม (ชอบ memoir สั้นๆนี้มาก ควรเขียนบล็อกเรื่องนี้55) รู้สึกจริงมาก หวังว่าเราจะยังรู้สึกแบบนี้ตอนอายุ50หรือแก่กว่านั้นนะ Self-discovery is a lifelong journey! 

“It doesn’t matter how old I get, but as long as I continue to live, I’ll always discover something new about myself.”