“กี่ปีแล้วนะ” – The one that got away

บ่ายวันหนึ่ง ณ คาเฟ่เล็กๆใจกลางกรุงแห่งหนึ่ง

ฉัน: กี่ปีแล้วนะ

เขาตอบกลับอย่างรวดเร็วแบบไม่ต้องหยุดคิด

เขา: 10 

ฉันจ้องหน้าเขา แล้วก็พูดโพล่งออกไปแบบไม่ได้ยั้งคิด

ฉัน: ดีใจว่ะ…ที่เราไม่ได้คบกัน

เขาก้มหน้าหลบตา ส่วนฉันนั่งหัวเราะเห็นเป็นเรื่องสนุก 

ถ้าบทสนทนาบทนี้เป็นหนังรัก romantic comedy ร่วมสมัย คนดูคงจะได้ลุ้นไปตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงเศษๆ ว่าเรื่องราวของเขาและเธอเมื่อ 10 ปีที่แล้วสมัยเป็นนักเรียนเป็นอย่างไร เกิดอะไรขึ้น มีอะไรที่ทำให้เขาไม่ได้คบกัน ทำไมถึงได้กลับมาเจอกันอีก จะมีอะไรหักมุม และต่อจากนี้เขาและเธอจะได้กลับมาลงเอยกันอีกไหม 

ตื่นค่ะ! 

เรามาเล่าเวอร์ชั่นชีวิตจริงกัน 

ในชีวิตจริง…เมื่อเขากลับมาเจอกันใหม่ ต่างคนก็ต่างมีชีวิตของตัวเองที่ไม่ได้มาบรรจบกันอีก เป็นแค่จุดเล็กๆจุดหนึ่งที่ได้กลับมาคุยกัน ไม่ว่าอย่างไรความสัมพันธ์ก็จะไม่มีทางกลับมาเป็นแบบเดิมได้ เป็นการเจอกันใหม่ กับคนในอดีต ด้วยความสัมพันธ์แบบใหม่ที่เบาบางลงมาก แล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปตามทางชีวิตของตัวเอง มันก็แค่นั้น

ไม่สงสัยเลยใช่ไหมว่าทำไมคนถึงเพ้อฝันกับเวอร์ชั่นหนังมากกว่า?

เรามีความรู้สึกว่าหนังจะชอบ romanticize กับ theme “The one you got away” มากเกินไป จริงๆอยากเขียนประเด็นนี้ตั้งแต่ดูหนังเรื่อง Cafe Society ที่ทำยังไงพระเอกก็ลืมรักแรกที่เป็นนางเอกไม่ได้ จนต่างคนต่างแต่งงานมีครอบครัวของตัวเองไปแล้ว พระเอกมีลูกแล้วด้วยซ้ำ แต่พอ2คนได้กลับมาเจอกันอีก หลายสิบปีผ่านไป เขาก็ยังยอมรับว่าเธอคือคนเดียวที่เขาตกหลุมรัก แล้วเขาก็จูบเธอ 

เล่นประเด็นนี้ก็ง่ายสิคะ เพราะคนเราจะชอบ fantasize และมักจะอยากได้อะไรที่ไม่ใช่ของของเราอยู่แล้ว เพราะอะไร? เพราะคุณติดกับอยู่ในจินตนาการของคุณไง เพราะคุณวาดฝันว่าคนๆนั้นจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ตามใจคุณ แต่จริงๆแล้วคุณไม่ได้เขามา คุณไม่รู้จักเขาหรอกว่าจริงๆแล้วเขาเป็นคนยังไง ข้อเสียของเขาจริงๆคืออะไร 

เราเศร้าเพราะพอหนังเล่นประเด็นนี้ คนที่อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพระเอกมาตลอดอย่างภรรยาเขากลับโดนมองข้ามและละเลยไป ตามธรรมชาติของมนุษย์อีกนั่นแหละ สิ่งที่เรามี สิ่งที่เราอยู่กับมันทุกวัน เห็นทั้งข้อดีข้อเสียทุกด้าน สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นความเบื่อ ความชินชา

แต่จริงๆแล้วความ”ธรรมดา”ของสิ่งที่เรามี คนที่อยู่กับเราทุกวัน มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยนะ คุณต้องต่อสู้อะไรกันมามากเท่าไร ผ่านอะไรดีๆและร้ายๆกันมากี่ครั้ง แต่เขาก็ยังเลือกจะอยู่กับคุณ 

แต่เรื่องแบบนี้ทำเป็นหนังไม่ได้ เพราะดู “ธรรมดา” ไป ไม่มีใครอยากมารับรู้รสชาติชีวิตจริงที่ไม่โดนปรุงแต่งหรอก จริงไหม?

ถ้าชีวิตได้สอนอะไรเราอย่างหนึ่ง คือการติดกับอะไรที่เราคิดว่า “ควรจะเป็น” (“What ifs” “Could haves” “Should haves”) มันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลยจริงๆ คิดไปเถอะกับเรื่องอดีต คิดไปให้ตายคุณก็ไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้ เพราะชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อไป ยังมีอะไรข้างหน้ารอเราอีกเยอะมาก 

เมื่อประตูบานหนึ่งปิดลง ก็จะมีประตูบานใหม่ (อีกหลายบานด้วย) เปิดขึ้นต้อนรับเราเสมอ

ไม่มีอะไรจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

The one that got away is…the one that got away. 

That’s it. 

(กว่าจะตระหนักและเข้าใจได้นี่…ใช้เวลาหลายปีมาก!)

แค่ได้กลับมาคุยกับคนในอดีตที่เหมารวมไปแล้วว่าจบแล้วคือจบเลยก็ถือว่าเหนือจริงและเกินคาดมากแล้ว 

เพราะนี่คือชีวิตจริง…ไม่ใช่หนังหรือนิยายค่ะ 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s