On positivity 

I had the urge to write a quick update after I went back and reread this Solitary blog post at the very beginning of 2017. Gosh, that IS way too bleak! I feel embarrassed now that I did write all that. But it’s almost an unwritten rule that you will always feel embarrassed by what you wrote in the past. 

2017, so far my outlook has changed for the better! 

Of course, there are ups and downs in life, as expected. In fact, the first 2 months of 2017 was a bit of emotional whirlwind. Fortunately, it was resolved quite quickly and I did not dwell on it at all. Then again got thrown into another type of emotional whirlwind in March. But once again I managed to get through it. 

What has changed is: at the moment I tend (and from time to time, try) to take things as they are with no expectation (Or as less as I can possibly manage. Still struggling from time to time, but hey, I’m only human, aren’t I?). Welcoming a neutral, realistic, and perhaps a bit more relaxing approach in life. 

I no longer feel like I lost faith in love anymore. SO happy for that! Safe to say that time heals and I have finally fully recovered, which is a great feeling. At the same time, it doesn’t mean I look at love with bright and hopeful eyes like 10 years ago either. Love comes in different shapes and forms, and people are flawed and so different from one another. You really have to stay open-minded and get to know a person as who/what they are. There is no one-size-fit-all definition of love and relationship. I am definitely more positive than last year, but also have my feet firm on the (realistic) ground as ever. 

Also don’t think too much about HOW the future will be if I end up being alone. It is always a good idea to plan things in advance, especially financially. But there is no point to fret over it as I’ve chosen to be extremely picky of who I let in my life. If being alone makes me happier than letting the wrong person in, then it is what it is! This is my decision. 

Somehow I’ve become even surer of what I want and look for in a relationship, and I won’t settle for anything less. Failed enough to finally know what I want, perhaps! You learn from your past experiences. In the meantime, it is great to be exposed to new people and just see how it goes. You could learn and pick up something from them, and to me it’s interesting that way. 

Learning to enjoy the journey and trust the process more. As always, the future is uncertain! 🙂 

Review: Kat Von D Everlasting liquid lipstick รีวิวลิปแมตจิ้มจุ่มแท่งแรกในชีวิต!

บอกแล้วว่าช่วงนี้บ้าบอกับลิปจริงๆ ขยันรีวิวลิปรัวๆ! นี่ก็โดนยั่วยุมาจากคุณน้องที่ออฟฟิศอีกแล้ว โดนเด็กเป่าหูไม่เว้นแต่ละวัน ร้องไห้หนักมากค่ะ /วิ่งเข้า Sephora (วิ่งเข้าไปทีไรก็ตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจเลือกสีไม่ถูกเอาสีอะไรดีน้าาาา swatch เต็มมือเป็นอีบ้า แถมใจเต้นตึกตักๆ คืออาร้ายยย)

เนื่องจากเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเมคอัพแต่อย่างใด พอคุณน้องแนะนำว่า “พี่เนยๆ Kat Von D ลิปดีมากมากมากมากกกกกนะ” ตอนแรกยังไม่รู้จักด้วยซ้ำ ต้องไปหารีวิวมาอ่าน และไปลองมาด้วยตัวเองให้รู้ๆกันไปเลยจ้า

Kat Von D Everlasting liquid lipstick สี Lolita 2

ลังเลอยู่ 2 สี คือ Lolita & Lolita 2 ตอนแรกจะเอาสี Lolita จะออกมืดกว่า น้ำตาลเข้ม แต่โดนป้ายยาสี Lolita 2 หนักมากค่ะว่าสีนี้ฮิตจริงๆ ให้เอาสีนี้ดีกว่า สุดท้ายก็เลยลงเอยที่ Lolita 2 ตามคำยุซะงั้น


Color

มาดูสีกันก่อน รีวิวบอกว่า Lolita 2 “Terracotta nude” ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่า terracotta คืออะไร google ดูปุ๊บคือเจอกระเบื้องหลังคาบ้านสีส้ม เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงอะไรแบบนี้โผล่ขึ้นมาเลยจ้า! ขำมาก โอเค คือสีส้มอิฐส้มกระเบื้องหลังคานี่แหละเนอะ แนวส้มอมน้ำตาลเล็กๆ ไม่ฉูดฉาดดี สี everyday look แนวทาได้ทุกวันค่ะ

Texture

โอ๊ยยยย ที่ยอมใจอ่อนก็ตรงนี้! ตามที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าเราปากแห้งมาก ที่ผ่านมาไม่เคยซื้อลิปจิ้มจุ่มที่เป็นแมตได้เลย ไม่รอดตลอด เคยลองพวกลิปแมตจิ้มจุ่ม 4U2, Naree แบรนด์ไทย แท่งละ 200 คือเม็ดสีแน่นจริง แต่ทาปุ๊บเนื้อจะแห้งกรังติดปากแบบตกร่องสุดๆ ขนาดยังไม่เคยลอง NYX นะ (นั่นเค้าว่าแห้งขั้นสุด) คิดมาตลอดว่ายังไงชีวิตนี้ลิปแมตไม่เหมาะกะฉันแน่ๆ

แต่!!!! Kat Von D ตัวนี้เปลี่ยนความคิดได้จริง! คือเราไปเทสก่อน ทาแล้วไปกินข้าวเดินเล่นเป็นชม. ไม่รู้สึกแห้งกรังเหมือนตัวอื่นๆ แน่นอนว่าด้วยเนเจอร์ลิปแมตทาปุ๊บก็จะแห้งติดปากไปเลย แต่ไม่ตกร่องจริงจัง! พอซื้อมาแล้วลองทาทั้งวันตั้งแต่เช้าจรดเย็นก็ไม่ตกร่องนะ

ที่ประทับใจสุดคือ เม็ดสีค่ะ! ชัดมากกกก ปาดลงปุ๊บชัดทันที ไม่ต้องทาเยอะ เม็ดสีแน่น ติดปากดีมาก ระหว่างวันมีทาทับบางๆนิดหน่อยก็สีชัดเหมือนเดิม อีกอย่างคือเวลากินน้ำเรารู้สึกลิปแทบไม่เลอะหลอดหรือไม่เลอะขอบแก้วเลย ลิปจิ้มจุ่มบางยี่ห้อจะเลอะและเหนียวมากอะ แต่อันนี้ไม่เป็น ปลื้มสุดๆ


Package

ดูแวบแรกลายๆแบบนี้แอบนึกถึง Anna Sui เล็กๆ เป็นหลอดพลาสติกบางๆผอมๆสูงๆ มีลวดลายดอกๆที่ฝา ตัวที่ป้ายลิปก็บางๆ แต่ก็ทาง่ายดีนะไม่มีปัญหาอะไร

Price

900 บาท ลิปราคานี้คุณภาพก็ควรจะต้องโอเคตามแหละเนอะ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าไม่ได้แพงมาก ถ้าเทียบกับลิปจิ้มจุ่มของ Burberry ซึ่งแท่งละ 1,300 หรือพวก Marc Jacobs, Smashbox จะตกอยู่ราวๆ 1,100 Kat Von D จะ range กลางๆ เลเวลประมาณ Nars

Verdict

10/10 เลยอะ ถูกใจมากจริงๆ รักค่ะ ไม่รู้จะหักคะแนนตรงไหนดี เปลี่ยนความคิดคนที่ทาลิปแมตไม่ได้ได้ซะขนาดนี้ ของเค้าดีจริง ปลื้มกะลิปแมตแท่งแรกในชีวิตค่ะ 🙂

Review: L’Oreal Rouge Magique Lipstick รีวิวลิปแมตใหม่ล่าสุดจากลอรีอัล

ช่วงนี้กำลังวุ่นวายวอแวกับลิปสติกสีมืดๆ (?) อยากได้โทนน้ำตาลกว่าปกติ สืบเนื่องจากโดนยุจากสาวๆในออฟฟิศนี่แหละค่ะ! ตามเทรนด์สมัยนี้ที่เน้นลิปแมต ลิปจิ้มจุ่มสีนู้ดๆ ดิฉันก็ขอลองลิปชาวบ้านเขาไปทั่ว (นี่อาชีพบล็อกเกอร์หรา?) นั่งหมกมุ่นหาอยู่หลายแบรนด์มาก

ปกติเราจะไม่ค่อยใช้สีมืดๆเท่าไร โดนยุว่าลองเปลี่ยนลุคดูสิ สีเข้มๆน้ำตาลๆก็สวยดีนะ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าแนว coral ที่ปกติทา

ไปกรี๊ดๆๆๆที่ร้าน Sephora กับตัว Burberry liquid lip velvet No.5 Fawn (สีที่ 2 จากซ้าย) ลิปแมตจิ้มจุ่มของ Burberry สีนี้คือใช่!!!!!! คือดีงามมากกกกกก กรีดร้อง Texture แมตกำลังดี ทาแล้วติดทน ปากไม่แห้ง แต่มันหมด!!!!!!!! อยากจะร้องไห้ ขาดใจ อดค่ะ ไม่รู้ด้วยว่าของจะเข้าเมื่อไร พนักงานไม่สามารถให้คำตอบได้ มีเพื่อนตามหาสีนี้มา 2 เดือนเต็มแล้วก็ยังไม่ได้ของค่ะ อะไรจะ high demand กันขนาดนี้ T____T

burberryliquidlipvelvetcreammatteglosswatches.jpg

ด้วยความที่หมกมุ่น ก็ไปเดิน Boots แก้เครียด(?) แล้วอยู่ดีๆก็ไปสอยลิปของลอรีอัลมาซะงั้น! ทั้งที่ไม่ได้มองยี่ห้อนี้ไว้เลย ที่สะดุดเพราะโดนโฆษณาจังๆ (ทำ Marketing แท้ๆ แต่ก็ตกเป็นเหยื่อเอง ทุกครั้งค่ะ!) ว่าเป็น Comfort Matte ก็เลยคิดว่าต้องเป็นลิปแมตที่ไม่ทำให้ปากแห้งมากแน่ๆ เพราะเราเป็นคนปากแห้งมากจริงๆ ถ้าทาแมตมากคือแห้ง ตกร่องแน่นอน

สำหรับเราเรื่อง celebrity endorsement ไม่มีผลกับการตัดสินใจซื้อนะ แต่เห็นรูปชมพู่โฆษณาสีที่เราอยากได้พอดี สีจะออกเข้มๆนิดนึง สีช็อคโกแลต เบอร์ 933 Cashmere Delicat

พอมาอ่านรีวิวเลยมารู้ทีหลังว่า สีที่ซื้อมาเป็นลิปรุ่นใหม่ล่าสุดของลอรีอัล เพิ่งเปิดตัว และสีที่เราชอบคือสีที่ชมพู่จะใช้ทาไปงานเมืองคานส์ปีนี้ (อ่านเจอมา จริงมั้ยไม่รู้นะ 55)

18013437_172342183289286_3712932943161720832_n.jpg

Review: L’oreal Rouge Magique #933 Cashmere Delicat

image3.JPG

Texture

ทาแล้วลื่นสบายปากมากจริงๆ ปาดลงแล้วเนียนติดปากเลย สมกับชื่อ Comfort Matte นะ ไม่รู้สึกแห้งแบบลิปจิ้มจุ่ม แต่ข้อเสียคืออาจจะต้องปาดเน้นๆนิดนึง ย้ำๆสัก 3-4 รอบ กว่าจะได้สีชัดออกมา แต่ก็คุณภาพตามราคาแหละ

ส่วนคนที่อยากได้ลิปลุคแมตมากๆ ตัวนี้อาจจะไม่เหมาะเท่าไร เพราะเนื้อจะไม่แมตมาก มีความฉ่ำอยู่นิดหน่อย แต่ในรูปอาจจะดูวาวมากเพราะเราทาลิปมันลงก่อน ถ้าไม่ทาจะไม่วาวขนาดนี้

image1 (1)

Price

349 บาท ถึงบอกว่าถ้าต้องปาดหลายรอบนิดหน่อยกว่าสีจะชัดก็ไม่บ่น เพราะราคาเบาสบายกระเป๋ามาก (ไม่สามารถเอาไปเทียบกับ Burberry แท่งละ 1,300 ได้นะคะ) เราซื้อที่ Boots เหลือ 269 คิดว่าคงมีโปรโมชั่นด้วย

Package

ธรรมดาค่ะ ตามราคา สีชมพูวาวๆตัดกับสีดำด้านๆ ไม่มีอะไรหวือหวา เปิดปิดง่าย สะดวกดี

Verdict

ส่วนตัวเราชอบนะ ได้สีน้ำตาลช็อคโกแลตแบบที่ตามหา ทาแล้วปากไม่แห้ง ทาลื่น เนื้อเนียนนุ่ม สบายปาก ไม่ตกร่อง ดีตรงนี้ แฮปปี้มากๆ ระงับความหมกมุ่นไปได้ชั่วคราว!

image2
ถ่ายเทียบให้ดูว่าสีลิปนี่สีเดียวกับประตูห้องเลยค่ะ match กันสุดๆ!!! (ใช่เหรอ)

(ขอกระซิบว่าสีอื่นๆก็สวยนะ เราชอบสีนู้ดชมพูอมน้ำตาลเบอร์ 931, 932 ด้วย มีทั้งหมด 10 สี เป็น Limited edition วีดีโอทำน่ารักดี)