Review: Kat Von D Everlasting liquid lipstick รีวิวลิปแมตจิ้มจุ่มแท่งแรกในชีวิต!

บอกแล้วว่าช่วงนี้บ้าบอกับลิปจริงๆ ขยันรีวิวลิปรัวๆ! นี่ก็โดนยั่วยุมาจากคุณน้องที่ออฟฟิศอีกแล้ว โดนเด็กเป่าหูไม่เว้นแต่ละวัน ร้องไห้หนักมากค่ะ /วิ่งเข้า Sephora (วิ่งเข้าไปทีไรก็ตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจเลือกสีไม่ถูกเอาสีอะไรดีน้าาาา swatch เต็มมือเป็นอีบ้า แถมใจเต้นตึกตักๆ คืออาร้ายยย)

เนื่องจากเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเมคอัพแต่อย่างใด พอคุณน้องแนะนำว่า “พี่เนยๆ Kat Von D ลิปดีมากมากมากมากกกกกนะ” ตอนแรกยังไม่รู้จักด้วยซ้ำ ต้องไปหารีวิวมาอ่าน และไปลองมาด้วยตัวเองให้รู้ๆกันไปเลยจ้า

Kat Von D Everlasting liquid lipstick สี Lolita 2

ลังเลอยู่ 2 สี คือ Lolita & Lolita 2 ตอนแรกจะเอาสี Lolita จะออกมืดกว่า น้ำตาลเข้ม แต่โดนป้ายยาสี Lolita 2 หนักมากค่ะว่าสีนี้ฮิตจริงๆ ให้เอาสีนี้ดีกว่า สุดท้ายก็เลยลงเอยที่ Lolita 2 ตามคำยุซะงั้น


Color

มาดูสีกันก่อน รีวิวบอกว่า Lolita 2 “Terracotta nude” ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่า terracotta คืออะไร google ดูปุ๊บคือเจอกระเบื้องหลังคาบ้านสีส้ม เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงอะไรแบบนี้โผล่ขึ้นมาเลยจ้า! ขำมาก โอเค คือสีส้มอิฐส้มกระเบื้องหลังคานี่แหละเนอะ แนวส้มอมน้ำตาลเล็กๆ ไม่ฉูดฉาดดี สี everyday look แนวทาได้ทุกวันค่ะ

Texture

โอ๊ยยยย ที่ยอมใจอ่อนก็ตรงนี้! ตามที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าเราปากแห้งมาก ที่ผ่านมาไม่เคยซื้อลิปจิ้มจุ่มที่เป็นแมตได้เลย ไม่รอดตลอด เคยลองพวกลิปแมตจิ้มจุ่ม 4U2, Naree แบรนด์ไทย แท่งละ 200 คือเม็ดสีแน่นจริง แต่ทาปุ๊บเนื้อจะแห้งกรังติดปากแบบตกร่องสุดๆ ขนาดยังไม่เคยลอง NYX นะ (นั่นเค้าว่าแห้งขั้นสุด) คิดมาตลอดว่ายังไงชีวิตนี้ลิปแมตไม่เหมาะกะฉันแน่ๆ

แต่!!!! Kat Von D ตัวนี้เปลี่ยนความคิดได้จริง! คือเราไปเทสก่อน ทาแล้วไปกินข้าวเดินเล่นเป็นชม. ไม่รู้สึกแห้งกรังเหมือนตัวอื่นๆ แน่นอนว่าด้วยเนเจอร์ลิปแมตทาปุ๊บก็จะแห้งติดปากไปเลย แต่ไม่ตกร่องจริงจัง! พอซื้อมาแล้วลองทาทั้งวันตั้งแต่เช้าจรดเย็นก็ไม่ตกร่องนะ

ที่ประทับใจสุดคือ เม็ดสีค่ะ! ชัดมากกกก ปาดลงปุ๊บชัดทันที ไม่ต้องทาเยอะ เม็ดสีแน่น ติดปากดีมาก ระหว่างวันมีทาทับบางๆนิดหน่อยก็สีชัดเหมือนเดิม อีกอย่างคือเวลากินน้ำเรารู้สึกลิปแทบไม่เลอะหลอดหรือไม่เลอะขอบแก้วเลย ลิปจิ้มจุ่มบางยี่ห้อจะเลอะและเหนียวมากอะ แต่อันนี้ไม่เป็น ปลื้มสุดๆ


Package

ดูแวบแรกลายๆแบบนี้แอบนึกถึง Anna Sui เล็กๆ เป็นหลอดพลาสติกบางๆผอมๆสูงๆ มีลวดลายดอกๆที่ฝา ตัวที่ป้ายลิปก็บางๆ แต่ก็ทาง่ายดีนะไม่มีปัญหาอะไร

Price

900 บาท ลิปราคานี้คุณภาพก็ควรจะต้องโอเคตามแหละเนอะ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าไม่ได้แพงมาก ถ้าเทียบกับลิปจิ้มจุ่มของ Burberry ซึ่งแท่งละ 1,300 หรือพวก Marc Jacobs, Smashbox จะตกอยู่ราวๆ 1,100 Kat Von D จะ range กลางๆ เลเวลประมาณ Nars

Verdict

10/10 เลยอะ ถูกใจมากจริงๆ รักค่ะ ไม่รู้จะหักคะแนนตรงไหนดี เปลี่ยนความคิดคนที่ทาลิปแมตไม่ได้ได้ซะขนาดนี้ ของเค้าดีจริง ปลื้มกะลิปแมตแท่งแรกในชีวิตค่ะ 🙂

Review: L’Oreal Rouge Magique Lipstick รีวิวลิปแมตใหม่ล่าสุดจากลอรีอัล

ช่วงนี้กำลังวุ่นวายวอแวกับลิปสติกสีมืดๆ (?) อยากได้โทนน้ำตาลกว่าปกติ สืบเนื่องจากโดนยุจากสาวๆในออฟฟิศนี่แหละค่ะ! ตามเทรนด์สมัยนี้ที่เน้นลิปแมต ลิปจิ้มจุ่มสีนู้ดๆ ดิฉันก็ขอลองลิปชาวบ้านเขาไปทั่ว (นี่อาชีพบล็อกเกอร์หรา?) นั่งหมกมุ่นหาอยู่หลายแบรนด์มาก

ปกติเราจะไม่ค่อยใช้สีมืดๆเท่าไร โดนยุว่าลองเปลี่ยนลุคดูสิ สีเข้มๆน้ำตาลๆก็สวยดีนะ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าแนว coral ที่ปกติทา

ไปกรี๊ดๆๆๆที่ร้าน Sephora กับตัว Burberry liquid lip velvet No.5 Fawn (สีที่ 2 จากซ้าย) ลิปแมตจิ้มจุ่มของ Burberry สีนี้คือใช่!!!!!! คือดีงามมากกกกกก กรีดร้อง Texture แมตกำลังดี ทาแล้วติดทน ปากไม่แห้ง แต่มันหมด!!!!!!!! อยากจะร้องไห้ ขาดใจ อดค่ะ ไม่รู้ด้วยว่าของจะเข้าเมื่อไร พนักงานไม่สามารถให้คำตอบได้ มีเพื่อนตามหาสีนี้มา 2 เดือนเต็มแล้วก็ยังไม่ได้ของค่ะ อะไรจะ high demand กันขนาดนี้ T____T

burberryliquidlipvelvetcreammatteglosswatches.jpg

ด้วยความที่หมกมุ่น ก็ไปเดิน Boots แก้เครียด(?) แล้วอยู่ดีๆก็ไปสอยลิปของลอรีอัลมาซะงั้น! ทั้งที่ไม่ได้มองยี่ห้อนี้ไว้เลย ที่สะดุดเพราะโดนโฆษณาจังๆ (ทำ Marketing แท้ๆ แต่ก็ตกเป็นเหยื่อเอง ทุกครั้งค่ะ!) ว่าเป็น Comfort Matte ก็เลยคิดว่าต้องเป็นลิปแมตที่ไม่ทำให้ปากแห้งมากแน่ๆ เพราะเราเป็นคนปากแห้งมากจริงๆ ถ้าทาแมตมากคือแห้ง ตกร่องแน่นอน

สำหรับเราเรื่อง celebrity endorsement ไม่มีผลกับการตัดสินใจซื้อนะ แต่เห็นรูปชมพู่โฆษณาสีที่เราอยากได้พอดี สีจะออกเข้มๆนิดนึง สีช็อคโกแลต เบอร์ 933 Cashmere Delicat

พอมาอ่านรีวิวเลยมารู้ทีหลังว่า สีที่ซื้อมาเป็นลิปรุ่นใหม่ล่าสุดของลอรีอัล เพิ่งเปิดตัว และสีที่เราชอบคือสีที่ชมพู่จะใช้ทาไปงานเมืองคานส์ปีนี้ (อ่านเจอมา จริงมั้ยไม่รู้นะ 55)

18013437_172342183289286_3712932943161720832_n.jpg

Review: L’oreal Rouge Magique #933 Cashmere Delicat

image3.JPG

Texture

ทาแล้วลื่นสบายปากมากจริงๆ ปาดลงแล้วเนียนติดปากเลย สมกับชื่อ Comfort Matte นะ ไม่รู้สึกแห้งแบบลิปจิ้มจุ่ม แต่ข้อเสียคืออาจจะต้องปาดเน้นๆนิดนึง ย้ำๆสัก 3-4 รอบ กว่าจะได้สีชัดออกมา แต่ก็คุณภาพตามราคาแหละ

ส่วนคนที่อยากได้ลิปลุคแมตมากๆ ตัวนี้อาจจะไม่เหมาะเท่าไร เพราะเนื้อจะไม่แมตมาก มีความฉ่ำอยู่นิดหน่อย แต่ในรูปอาจจะดูวาวมากเพราะเราทาลิปมันลงก่อน ถ้าไม่ทาจะไม่วาวขนาดนี้

image1 (1)

Price

349 บาท ถึงบอกว่าถ้าต้องปาดหลายรอบนิดหน่อยกว่าสีจะชัดก็ไม่บ่น เพราะราคาเบาสบายกระเป๋ามาก (ไม่สามารถเอาไปเทียบกับ Burberry แท่งละ 1,300 ได้นะคะ) เราซื้อที่ Boots เหลือ 269 คิดว่าคงมีโปรโมชั่นด้วย

Package

ธรรมดาค่ะ ตามราคา สีชมพูวาวๆตัดกับสีดำด้านๆ ไม่มีอะไรหวือหวา เปิดปิดง่าย สะดวกดี

Verdict

ส่วนตัวเราชอบนะ ได้สีน้ำตาลช็อคโกแลตแบบที่ตามหา ทาแล้วปากไม่แห้ง ทาลื่น เนื้อเนียนนุ่ม สบายปาก ไม่ตกร่อง ดีตรงนี้ แฮปปี้มากๆ ระงับความหมกมุ่นไปได้ชั่วคราว!

image2
ถ่ายเทียบให้ดูว่าสีลิปนี่สีเดียวกับประตูห้องเลยค่ะ match กันสุดๆ!!! (ใช่เหรอ)

(ขอกระซิบว่าสีอื่นๆก็สวยนะ เราชอบสีนู้ดชมพูอมน้ำตาลเบอร์ 931, 932 ด้วย มีทั้งหมด 10 สี เป็น Limited edition วีดีโอทำน่ารักดี)

Review: Laneige Two Tone Lip Bar (#8 Neon Juice) / คำเดียว…ผิดคาด! 

ไม่ได้คิดจะรีวิวลิปติดกันจริงๆ แต่บังเอิญไปได้ลิปตัวนี้มาจากแฟนน้องผู้น่ารัก รู้ว่าเราสนใจ แล้วอุตส่าห์ซื้อมาให้จาก Duty Free ที่สิงคโปร์ ได้มาในราคา 750 บาท ที่ไทยขาย 950 บาท และเท่าที่รู้คือที่ไทยยังขาดตลาดอยู่นะ 

ตอนแรกกรี๊ดกร๊าดอยากได้เพราะไปอ่านเจอแล้วรู้สึก gimmick ลูกเล่นน่ารักดี เป็นทูโทน 2 สี ตัวลิปเป็นเหลี่ยมๆดูประหลาด 55 อยากได้มาเล่น แค่นั้นแหละ ทั้งที่ปกติก็ไม่ได้ปลื้มกับเทรนด์เครื่องสำอางเกาหลีอะไรมากมายนะ 

เราเลือกสีนี้มา #8 Neon Juice เป็นสีชมพูกับส้ม สีสันสดใสมาก 

ของจริงเป็นแบบนี้ ในรูปไม่ใช้ฟิลเตอร์อะไรเลย สีสดมาก เปิดมาเองยังตกใจ (ทำบิ่นไปแล้วด้วย ตั้งแต่เปิดครั้งแรก มัวแต่อยากเล่นปุ่มสไลด์ด้านข้าง กดสไลด์ปรี๊ดดดด แต่ลืมเปิดฝา! ลิปก็หักสิคะ โชว์โง่มากยังจะมากล้าเล่า อายจุง 5555555) 

พอได้มาลองเล่นจริงๆ แอบผิดหวังแหละ! ตอนแรกคาดหวังไว้มากเลยนะ ฮือ ขอรีวิวคร่าวๆตามนี้ละกันว่าทำไมถึงผิดหวัง

Packaging

ในรูปคือของจริง วัสดุที่ใช้ดูถูกมาก เป็นพลาสติกดูก๊องแก๊งมากอะ ปุ่มข้างๆเอาไว้เลื่อนลงเวลาจะใช้ลิปสติก แล้วแท่งลิปสติกจะเลื่อนขึ้น 

ด้วยความที่ราคา 950 บาทที่ขายในไทยก็จัดว่าค่อนข้างสูง เกณฑ์ไล่ๆกับ Nars, Laura Mercier เราเลยคิดว่าแพคเกจพลาสติกกิ๊กก๊อกแบบนี้ไม่ผ่านกับราคานี้นะ ถ้าแท่งละ 3-400 เราโอเค แต่นี่ไม่ใช่อะ!?

Texture & Color 

เนื้อไม่แมต ค่อนข้างจะครีมๆ เราเป็นคนปากแห้ง พอทาแล้วรู้สึกว่าสีไม่เรียบ ติดเป็นคราบๆ โดยเฉพาะคราบการเกลี่ยของ 2 สีที่เป็นทูโทนเนี่ยแหละ รู้สึกว่าทายากเหมือนกัน ต้องตั้งใจเกลี่ยดีๆ 

สี! อันนี้แอบช็อค! ชมพูและส้มชัดไปไหมคะ คือเคยอ่านว่าสี #11 Juicy Pop เป็นสีแดงกับเหลืองก็จริง แต่ทาออกมาสีจะไม่ชัดมาก ตามรูปข้างล่างสีเหลืองก็ไม่ได้เหลืองมากไง เราก็ทึกทักเอาเองว่าสีนี้ชมพูกะส้มก็คงจะไม่ชัดมากเหมือนกันแหละ 

แต่ผิดคาด สีชมพูกะส้มมากจริงๆ ตอนนี้แอบเครียดว่าจะทายังไงดี 555 ทางแก้คือต้องผสมสีแน่ๆ ลงด้วยสีนู้ดๆก่อนเพื่อเบรคไม่ให้สีแปร๋นมาก เดี๋ยวจะดูเป็นตุ๊กตาบาร์บี้ไป๊ 55 

ไม่รู้สีอื่นเป็นยังไง แต่สีนี้สีชัดสีปรี๊ดม้ากค่ะ 

สรุป Texture & Color ก็ค่อนข้างผิดหวังนะ ไม่เป็นไปตามคาดเลย 

How to apply

อันนี้เขียนมาเพื่อยืดอกยอมรับเองว่ายังงงอยู่ 55555 ต้องอ่าน Tutorial ตามนี้ วิธีการทำ gradient เกลี่ยทาให้สี2สีออกมาสวยๆ ดูมีทริคแอบแฝงอยู่นะคะ 

ตอนแรกอยากเล่น แต่กลายเป็นว่าต้องตั้งใจทากว่าที่คิด หมุนลิปให้ดีๆ หันมุมสีให้ถูกเพื่อทาด้านในด้านนอกปาก เกลี่ยสีให้ดูสวยระเรื่อๆ ดูเยอะอะ ไม่สามารถหยิบลิปขึ้นมาปาดๆเลยได้ ต้องบรรจงกับมันพอควรเลย 

ปกติเราแต่งหน้าตอนเช้าจะเน้นเร็ว ไม่เกิน 15 นาทีต้องเสร็จ ถ้าตอนเช้าเวลารีบๆ ตัวนี้อาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าไร แต่ใช้ไปเรื่อยๆอาจจะชินขึ้นก็ได้นะ 

สรุป แอบยากแฮะ ต้องไปฝึกก่อนค่ะ 55 

Verdict 

เก๊าไม่ชอบอ่า จบข่าว 55555 เหมาะสำหรับคนอยากหาอะไรเล่นใหม่ๆ แก้เบื่อ หรืออยากตามเทรนด์ซีรี่ส์ฮิตหมอคังอะไรแบบนี้ แต่ถ้าอยากหาลิปสติกราคานี้แบบเนื้อดีๆสีสวยๆชัดๆวิ่งไปเคาน์เตอร์ Nars แทนได้เลยค่ะ Laura Mercier ตัวเนื้อซาตินเราก็ชอบมากๆ แนะนำเป็นการส่วนตัวเลย ปลื้มตัว Velour Lover Lip เนื้อเนียนสวยไม่เป็นคราบเลย คุณภาพดีกว่ามากในราคาที่เท่ากัน 

ขอตัวไปฝึกทา Two tone lip bar ให้โอเคก่อนแป๊บ ไหนๆก็ซื้อมาแล้ว อย่าเชื่อรูปโฆษณาเหมือนเรา เราว่าทำยังไง้ยังไงก็ออกมาสวยแบบนี้ไม่ได้จริงๆค่ะ 

Review: Lucas Papow / ปาดน้ำตา…กว่าจะเจอลิปบาล์มในดวงใจ ของถูกและดี(เว่อ)มีจริง!

ปกติไม่เคยรีวิวเครื่องสำอางจริงจังนะ เพราะรู้สึกไม่ใช่ expert แต่ครั้งนี้เราประทับใจลิปบาล์มตัวนี้มากๆๆๆ อยากเขียนรีวิวมานานแล้ว เพิ่งจะได้ฤกษ์วันนี้ 

*ย้ำ กระทู้ CR 55 เขียนจากความรู้สึกจริงล้วนๆ ไม่ได้ค่าโฆษณาอะไรทั้งสิ้น!*


ประสบการณ์ส่วนตัว

ขอแชร์ก่อนว่าปกติเราเป็นคนที่ปากแห้งมากๆค่ะ ทาลิปแมตไม่ได้เลยเพราะปากจะดูแห้งไป ติดลิปมันลิปบาล์มและใช้มาตลอดตั้งแต่ม.ปลาย ขาดไม่ได้ เพราะปากแห้งนี่แหละ

ลิปบาล์มที่เคยใช้ (เท่าที่จำได้)

  • La Mer 


บอกเลยว่าเฉยมากๆ ตอนแรกคาดหวังเยอะมากเพราะชื่อแบรนด์การันตี แต่เอาเข้าจริงธรรมดา ไม่คุ้มราคาเลย ผิดหวังอะ 

  • Clarins HydraQuench 


อันนี้ใช้ตามแม่ เพราะแม่ชอบแบรนด์นี้ 55 แม่ซื้อให้ใช้ตอนไปอยู่อเมริกา กลัวเราปากแตกช่วงหน้าหนาวติดลบ -10 -20 องศา แต่ตัวนี้เอาอยู่ค่ะ! ส่วนตัวประทับใจนะ ราคาไม่ถึง 1,000 ถ้าซื้อ Duty Free ก็ถือว่าค่อนข้างสูง แต่คุณภาพก็ดีสมราคา 

  • Clinique repair wear


อันนี้มีพี่แนะนำว่าดีมากกกกกกกกก เลยคล้อยตามหลงเชื่อ ทั้งที่ปกติรู้สึกว่าครีมต่างๆของ Clinique ที่เคยลองมาไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไร ส่วนตัวไม่ค่อยถูกกะผิวเรามาก แต่ด้วยความที่พี่คนนี้เป็น Guru เครื่องสำอางเลยลองซื้อมาใช้ดู สรุปว่าดีจริงๆยอมรับ! ใช้แล้วชอบเลย 

ติดอย่างเดียว เป็นลิปบาล์มที่ราคาแพงเว่อวังอลังการไปมากถึงมากที่สุด! ถ้าจำไม่ผิดน่าจะ 1,400 ราคาปกติ เว่ออะ ลิปมันนะคะคุณ! เอาเงินไปซื้อรองเท้าเหอะ #ผิด 

อีกอย่างรู้สึกใช้แล้วหมดเร็วมากด้วย ของดี แต่แพงและหมดเร็ว เราก็แอบงกนิดนึงนะคะ 55

  • L’occitane


ตัวนี้ลองซื้อใช้ตอนไปฝรั่งเศสเพราะไปถึงถิ่นแล้ว ร้านมีอยู่ทุกมุมเมืองเหมือนร้านขายก๋วยเตี๋ยว (เว่อ) ไม่แพงไงถ้าซื้อที่นู่น หลอดนึงประมาณ 400 บาท (ไม่ถึง 10 ยูโรนะถ้าจำไม่ผิด) คุณภาพก็โอเค ทุกวันนี้ก็ยังใช้อยู่ ใช้ได้เรื่อยๆไม่คิดมาก

แต่พอมาไทยแล้วปัญหาคือราคามาร์คอัพเว่อไปมาก ถ้าราคาสูงขนาดนี้ก็เลยรู้สึกว่าไม่คุ้มเท่าไรแล้ว เลยไม่ค่อยอยากซื้อต่อ

Introducing…Lucas Papow

เกริ่นมานาน ขอเข้าสู่การแนะนำนางเอกของเราวันนี้นะคะ…เคยเห็นลิป Lucas Papow ครั้งแรกสุดจากเพื่อนตอนอยู่อังกฤษ เพื่อนบอกว่าเป็นแบรนด์ออสเตรเลียที่ดีมากๆ แต่ตอนแรกเราก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนะ ไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ 

จนได้มาลองใช้เอง อยู่ดีๆไม่รู้อะไรดลใจให้ลองสั่งผ่าน Konvy คงเพราะเห็นราคาว่าแค่ 200 นิดๆ! เลยนึกว่าอยากสั่งขำๆมาลองเล่น 

โอ้โห…Love at first use เลยค่ะคุณขาาาาาาา! ตอนนั้นเราแพ้ยาสีฟันด้วยมั้ง แล้วปากลอกแบบเป็นขุยๆรอบปากด้วยนะ ใช้ลิปบาล์มอะไรก็เอาไม่อยู่ พอลองใช้ตัวนี้อยู่ ทาตอนกลางคืน ตื่นเช้ามายังนิ่มอยู่เลย แล้วที่เป็นขุยๆก็หายไปเลยแบบเร็วมาก คนใช้เองยังช็อคอะ หลังจากนั้นเราก็ใช้ทามาตลอดเลย ใช้มา 2-3 เดือนแล้ว ดีมากจริงๆอะ 

สรรพคุณเหมือนเป็นลิปบาล์มสารพัดประโยชน์ด้วยนะ ใช้ทาแผลพุพองอะไรแบบนี้ก็ได้ ยังไม่เคยลองเหมือนกัน 

ที่สำคัญคือมันถูกมากกกกกกกค่าาาาา! ถ้าซื้อหลอดเล็ก 15 ml จะเหลือ 100 กว่าบาทนะคะ! ส่วนหลอด 25 ml ก็ใหญ่เว่อออออมากค่ะ ถ้าจะซื้อใช้แบบพกพาใส่กระเป๋าเครื่องสำอางสวยๆก็แนะนำว่าหลอดเล็กน่าจะเวิร์คกว่า หลอดใหญ่น่าจะคับที่ไป 

และใช้น้อยมากๆต่อครั้ง! บีบแค่นิดเดียว…นิดเดียวจริงๆก็ใช้ทาได้ทั่วปากแล้ว 

คำขวัญผลิตภัณฑ์นี้: ดี ถูก แถมใช้ได้นาน ไม่เปลือง ชีวิตนี้ก็ไม่คิดนะคะว่าของถูกและดีแบบนี้จะมีจริง 

(โทรหา Lucas Papow ขอค่าคอมแป๊บ อวยเยอะมาก คำชมยาวเป็นหางว่าวจะทะลุไปดาวอังคารละ!)

งั้นเราขอพูดเรื่องข้อเสียบ้าง ข้อเสีย…เราว่าด้วยความที่ลิปชุ่มชื้นมากๆ ลิปเลยมันมากตาม ถ้าเผลอบีบออกมาเยอะ บีบมันมือไส้ทะลัก 55 ทาเยอะไปจะดูเหมือนคนกินไก่แล้วไม่ล้างปากได้นะคะ มันแผลบเลย 55 ถ้าใครไม่ชอบให้ปากวาวมากๆ ทาทิ้งไว้ตอนกลางคืนก็พอ ส่วนกลางวันใช้ตัวอื่นที่ชุ่มชื้นน้อยกว่าก็น่าจะดีนะ 

Verdict

ซื้อเหอะ ดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ของดีต้องบอกต่อ เขียนจากอินเนอร์ เชียร์จากใจจริง จริงๆนะจ๊ะ ไปค่ะ!