Arts, Science, and Renaissance thinking

เมื่อเช้าตอนนั่ง BTS มาทำงานไปอ่านเจอบทความนี้ที่เป็นบทสัมภาษณ์ของคุณ Paulo Euron ศาสตราจารย์ด้านสุนทรียศาสตร์ (ภาษาอังกฤษคือ Aesthetics? ปะ) จาก Bologna University ที่อิตาลี ที่ตอนนี้สอนอยู่ที่คณะอักษร จุฬาฯ ต้องสอนเอกอิตาเลียนที่คณะเราแน่ๆเลยให้เดา

เพื่อนอักษรที่จบเอกอิตาเลียนแชร์มาใน Facebook น่ะแหละเราเลยได้อ่าน บางทีก็ต้องขอบคุณเพื่อนๆอักษรฯที่ยังวนเวียนในแวดวงวรรณกรรม วรรณคดี วิชาการ อาจารย์ ที่ทำให้เราได้เสพ content นอกเหนือจาก marketing ต่างๆบ้าง เพราะตอนนี้ชีวิตห่างหายเรื่องวรรณคดีไปมากจริงๆ

อ่านแล้วชอบบทสัมภาษณ์นี้อะ ขออนุญาต quote ย่อหน้าที่ชอบ ตามนี้

อีกประเด็นหนึ่งคือ จะมีนักเรียนจากคณะอักษรศาสตร์บางคนพูดว่า พวกเขาสนใจวิทยาศาสตร์มากกว่า เพราะวิทยาศาสตร์พูดถึงโลกแห่งความเป็นจริงและนำเสนอความจริง นี่คือความเข้าใจและความเชื่อที่ไม่ถูกต้องนัก วิทยาศาสตร์นั้นสำคัญแน่นอน แต่ความรู้ที่วิทยาศาสตร์มีให้นั้นมีจำกัด มันมีขอบเขตที่ชัดเจน ในทางกลับกัน ถ้าคุณอยากเป็นหมอ คุณก็ควรได้เรียนด้านศิลปศาสตร์ด้วย เพื่อที่จะได้รู้ว่าจะสื่อสารกับผู้อื่นอย่างไร คิดอย่างไร โน้มน้าวใจผู้อื่นอย่างไร และที่สำคัญที่สุดก็เพื่อจะได้เข้าใจว่าโลกมันหมุนไปอย่างไร เราไม่ควรแยกวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ออกจากกันโดยสิ้นเชิง กระทั่งนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่หลายคนก็มีพื้นฐานทางมนุษยศาสตร์ที่แข็งแรง พวกเขาเรียนภาษาและปรัชญา ไม่ใช่เพื่อใช้ในการทำงาน แต่เพื่อเข้าใจว่าจะขยายมโนทัศน์ของตัวเองอย่างไร

เรื่องวิทยาศาสตร์กับอักษรศาสตร์นี่นะ…เราว่าเราน่าจะเคยเขียนไปแล้ว ว่าสำหรับเราการเรียนอักษรศาสตร์คือสิ่งที่ทำให้ “คน” กลายเป็น “มนุษย์” ทำให้เรามีความละเอียดอ่อนมากขึ้นกับสิ่งรอบตัว ช่วยให้เราคิดวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ได้แบบใช้เหตุผล ได้ soft skills หลายอย่างมากๆที่มีประโยชน์กับการทำงาน เอาเป็นว่ายิ่งทำงานนานเท่าไรยิ่งรู้สึกว่า skills พวกนี้มีประโยชน์นะ แต่สังคมไทยยังมีความคิดว่าการเรียนภาษา วรรณคดี ด้อยกว่าการเรียนวิทยาศาสตร์อยู่ เพราะมันจับต้องไม่ได้ จบแล้วจะไปทำอะไร? โอเค…อาจจะมีส่วนถูกอยู่บ้าง ตอนเรียนเราก็เคยคิดและบ่นว่าจะเรียนภาษาศาสตร์ไปเพื่ออะไร? วิเคราะห์วรรณคดีหัวแทบแตกไปทำไม? แต่ตอนนี้เราเริ่มมองว่าสกิลที่ได้จากคณะอักษรเป็นประโยชน์ให้เราไปต่อยอดได้อีกเยอะเลย เพราะช่วยเรื่องการวางรากฐานความคิดนี่แหละ

ในทางกลับกัน คนเรียนสายวิทย์หลายคนก็วิทย์จ๋ามากๆเลย ขอพูดถึงประสบการณ์โดยตรงคือพวกเรียน IT ที่เราต้องดีลงานด้วยเป็นระยะๆในฐานะที่ทำ digital marketing ขออนุญาตพูดแบบรวมๆว่าหลายคนมีปัญหาเรื่องการสื่อสารมากจริงๆ เหมือนเขาคิดต่อยอดไม่เป็นนะ หน้าที่เขาคือให้ทำ A ก็ทำ A จบ สมมติทำ A ไม่ได้ ก็จะไม่ได้พยายามอะไรต่อ หรือไม่แม้กระทั่งมาบอกเราว่ามันไม่ได้ คือมีปัญหาด้านการสื่อสารมากที่หลายครั้งแทบจะต้องง้างปากเขาให้ออกมาพูดให้ได้ บางทีก็เหนื่อยมากจริงๆ

เราเคยคิดว่า communication skill คือเรื่องเล็กน้อย คนเราเกิดมาก็ต้องฟังพูดอ่านเขียนได้ สิ่งที่เราเป็นคือโคดจะธรรมดา สกิลนี้ไม่สามารถเอาไปใช้ทำอะไรได้ เราอยู่ท่ามกลางเด็กอักษรคือทุกคนเก่งมากเรื่องขีดเขียน เขียนกันแบบแต่งนิยายกันได้อะ แล้วไม่ใช่เก่งแต่ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ (นั่นคือธรรมดา…) หลายคนเก่งภาษาสเปน อิตาเลียน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส งี้ พูดกันก็คล่องน้ำไหลไฟดับ แต่พอทำงานแล้วกลายเป็นรู้สึกไปเฉยว่านี่คือ strength ของเรา เพราะสิ่งที่เจอทุกวันคือ…โอ้โห…คนส่วนมาก communication skill แย่มาก! จนเรางงค่ะ คือแค่เขียนเรียบเรียงให้รู้เรื่องยังทำไม่ได้ ไม่ได้พูดถึงภาษาอังกฤษนะ แค่ภาษาไทยบางคนก็ยังทำไม่ได้ ยังไม่นับเรื่องสะกดอะไรผิดๆถูกๆเต็มไปหมด บางทีเห็นแล้วก็ปวดหัว ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆคือช็อค แต่ตอนนี้คิดว่าคงชินไปแล้ว และปลงด้วย การเขียนอะไรออกมาไม่รู้เรื่องไม่มีหัวไม่มีหาง นึกอยากจะพูดหรือเขียนอะไรก็พูดๆไปมันสะท้อนให้เห็นถึงระบบความคิดของคนเราจริงๆนะ แสดงว่าคุณไม่ได้จัดระเบียบความคิดของคุณก่อนลงมือเขียนเลย

ไหนๆก็ไหนๆ มาเรื่อง communication skill ก็ขอบ่นอีกเรื่อง…ทำไมนะคนส่วนมากเวลาพูดอะไรถึงได้พูดขึ้นมาดุ้นๆแบบไม่มีหัวไม่มีหาง? แล้ว assume ว่าคู่สนทนาจะรู้เรื่องและเข้าใจสิ่งที่ตัวเองพูด เราเป็นคนที่ระวังมากเรื่องนี้มั้ง โดยเฉพาะถ้าคุยกับคนที่ทำงานคนละสาย เราจะค่อยๆเกริ่นแล้วดูท่าทีคู่สนทนาว่าเขาเก็ตสิ่งที่เราพูดมั้ย แต่คนทั่วไปคือพูดเลยค่ะ ใช้ตัวย่อ ใช้คำเฉพาะทาง หลายอย่างคู่สนทนาก็ไม่เข้าใจปะว่าหมายถึงอะไร แล้วมันจะคุยกันรู้เรื่องได้ไง? งง จะทำงานกันได้มั้ยอะ?

เพราะฉะนั้น…เห็นด้วยกับย่อหน้าข้างบนมากค่ะว่าคนเราควรเรียนรู้ทั้งสายวิทย์และสายศิลป์ และไม่ควรคิดว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งดีกว่าอีกสิ่ง ถ้าประกอบกันได้พอดีๆจะดีมากเลย

มีอีกย่อหน้าที่ชอบ

ในฐานะนักปรัชญาสุนทรียศาสตร์และศิลปะ ผมอยากให้คุณเรียนรู้ที่จะเพลิดเพลินกับสิ่งใหม่ เพลิดเพลินกับศิลปะ เพลิดเพลินกับสิ่งที่ยากแก่การเข้าใจและแตกต่างออกไป เวลาชมภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นประเภทไหน หนังบล็อกบัสเตอร์ หนังซูเปอร์ฮีโร่ จงดูมัน และลองพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์เรื่องนั้น นี่คือจุดเด่นของมนุษย์นิยมที่มีพื้นฐานจากยุคเรอเนสซองส์ อ่านและดูให้หมดทุกอย่าง แต่ต้องคิดวิเคราะห์กับมันด้วย

เมื่อทำเช่นนั้น คุณจะเพลิดเพลินกับมัน เพลิดเพลินกับความงามของมัน ความงามในที่นี้เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับความรุนแรง ตรงข้ามกับการใช้ประโยชน์จากกันและกัน ถ้าคุณไม่คิดว่าสิ่งนั้นสวยงาม พูดมันออกมา ถ้ามีคนเห็นว่ามันสวยงาม จงถามเขาว่าทำไม คุณมีอิสระเพราะคุณคิด นี่คือแก่นแท้ของยุคเรอเนสซองส์

ชอบตรง “คุณมีอิสระเพราะคุณคิด” นึกถึงตอนเรียนที่การดูหนังกลายเป็นเรื่องเครียดได้ เพราะต้องวิเคราะห์ symbols ในหนังและตีความออกมาให้ได้ เขียน essays แล้วเขียนอีกไม่มีวันจบ ตอนนี้ก็ลืมทฤษฎีอะไรไปหมดแล้วนะ โอ๊ย…นึกแล้วก็ตลก แต่มันทำให้เราเสพวัฒนธรรมพวกหนัง ละครเวทีต่างๆได้ลุ่มลึกขึ้นมากจริง

ในบทสัมภาษณ์มีอีกส่วนที่คุณ Paulo บอกว่านักเรียนไทยเงียบมาก ไม่ค่อยตั้งคำถาม ไม่สงสัย ไม่ยอมพูด เออจริง…เรื่องนี้เราก็เป็นนะ ถ้าในห้องเรียนก็จะไม่ได้แสดงความคิดอะไรออกมามากมาย ถามว่ามีความคิดไหม? ส่วนตัวเรามีนะ มีเยอะด้วย แต่เราไม่ชอบพูดต่อหน้าคนเยอะๆ ถ้าคุยกันตัวต่อตัวนี่น่าจะคุยกันได้ยาว แต่อย่างตอนไปเรียนที่อังกฤษก็จะเห็นเลยว่าเด็กฝรั่งกล้าพูดกล้าคุยแบบพูดไม่หยุดอะ ถ้าคนไทยก็เงียบซะมาก

แต่เรื่อง critical thinking ก็เป็นปัญหาระดับชาติของการศึกษาไทยจริงๆน่ะแหละ เรื่องนี้ถ้าจะให้พูดก็ยาวค่ะ เอาเป็นว่าถ้ามีเวลาและมีอารมณ์อาจจะได้มาเขียน (บ่น) อีกที

A fun, productive meeting! (What? Does THAT exist?)

Last post might be a little too bleak. I’m still a little sad, but I took actions as soon as I could, and reached out to people that I wanted to do new things. 

Time to change. No matter how small. 

Timing has never been this perfect. I’ve got an original plan in mind, but it turned into something different. It turned out my friend who is running Careervisa, an education startup got a new project, starting soon. She looked like she could almost cry when I told her I wanted to help. That face alone is worth it. I’ve helped her quite a few times, but this is the first time I took initiatives, wanted to present my own ideas, and it does feel a huge difference. 

I was told in Amsterdam that, helping people is a form of heroin. It IS addictive. Being able to help people with skills you have makes you feel really, really good. 

And I haven’t done that sooner because I’ve focused too much on what I lack, not what I have, to offer. It is OKAY to just…try. This is the answer from my internalization. 

And here I am, going to a meeting at 7PM on Friday night, feeling giddy and excited as ever. Is that a bad thing? Screw it. Because I genuinely felt…excitement. That IS something. The past 3 months I felt nothing but meh and blah. Despite post-holiday blues, somehow I am back from the trip with positive energy and inspiration to change and do something. And that alone is more priceless than anything. 

And it was one of the most fun and rewarding things I have done in a while. Met a small group of people full of energy. Lots of ideas generated. No one judges anyone else. We all speak freely. We laugh along the way! Everyone is packed with great ideas. It was such a perfect environment. 

Another thing that motivates me is because I can identify so strongly with our target audience; fresh grads who don’t have a single clue of what to do in life. I WAS one of them! So I wanted to help these students, because I myself didn’t know who to turn to and ask for career advice after graduation. 

The way we organized meeting definitely helped a lot.  We divide everything into small sessions. We time everything to be under 2-3 minutes per brainstorming sessions. We use millions of post-its. We then used ideas to create simple storyboard and explain to the group about our idea, to wrap up the end result. 

In other words, this is like a mini Sprint method that they solve one big problem and create new prototype in just 5 days, from Sprint book I’ve read. (Really good book, full of practical advice. Recommend!). 


At the end of 2 hours (Our goal: to get the first result within 2 hours), everyone gave feedback and talked about how fun it felt and it made them want to have this type of meeting again. 

I feel…satisfied. It’s only the first step and we’ve got more work to do. But once again, this made me discover, moments like this make me feel alive. 

In which I talk about work and rant about Chulalongkorn university (Huh?)

Random blog post title, anyone?

Let’s start off with work. I hardly mention about what I do on here, it seems. We just got a new project – Facebook advertising and content marketing for a new international program at a private university. Last year I was mainly in charge of eCommerce and marketplaces like Lazada and Zalora; running an end-to-end eCommerce process for clients. Toward the end of the year I did mention to my boss that I wanted to try something new, with an aim of becoming a more well-rounded person in digital marketing field. When we got a new client this time and I saw it’s an online ad project, which is what I’ve been wanting to do for a while, I stepped up and told my boss I wanted to be in charge.

And here we are! More work that I requested for myself 🙂

It’s a nice change too – to be involved in an education industry, which is what I’m interested in. Walking in a university campus for a meeting for the first time even felt refreshing, strangely enough!

I’ve been helping with my friend’s education startup, CareerVisa, from time to time by being a career workshop facilitator and a career mentor for university students. I always find the work rewarding and it feels good that you can help other people out, by listening to students stories/issues and sharing your experiences, as well as giving some pieces of advice. By doing that, I’ve discovered that I’m drawn to this education industry. During last semester in my senior year, I was struggling, not knowing what to do, and having zero clue of career paths and where to continue after graduation, and it was one of the most terrible feelings. I wouldn’t want anyone to experience that, which is why I am more than willing to share my own struggles and experiences, if I can be of any help with students.

Back to our new project. It was quite an experience going to a private university campus here. The campus and facilities look too good to be true, compared to a public university like Chula. The whole atmosphere feels quite laid back and chill, and professors are easy to talk to, whereas Chula feels uptight, ridiculously conservative, and highly academic driven.

It got me thinking there is such a huge gap between private and public universities in Thailand. Why does Chula feel the need to stick their noses high in the air like that? Everything feels inaccessible – they like to place themselves high up there somewhere. It is my alma mater I have no emotional connection attached, as I’ve never felt they were being helpful to me in any ways.

Let me tell you one little secret, Chula does NOT have a career counseling center! And this is, as claimed, #1 top university in Thailand. CHULA CAREER COUNSELING CENTER IS NONEXISTENT. Or maybe they did have one, but I, a student in a Thai program, wasn’t aware of it (And I was/am a nerd, so this is the type of information I would know, trust me).

Speaking of university marketing, Chula Thai programs have never done anything, as far as I’m concerned. People may argue that Chula doesn’t have the need to advertise themselves, because it is a well-known, well-established educational institution in Thailand. That could be true, but they could try to be more approachable to students, considered how they are extremely terrible at communications. We found out most things (e.g. scholarship news) through word-of-mouth and students from former year. There is no communication platform that connect students together in one place. Systems, as well as buildings, are out of date. (And we all secretly wonder, where did all the money go?).

What is the need to hold yourself high on that status, Chulalongkorn? I can see that the pride in long history associated with royal family plays a big part, but when will they start focusing on present and future? To what purpose does it serve, staying conservative when the rest of the world has changed? Is this hold-yourself-higher-than-others attitude the type of attitude you wish to cultivate your students? How does this add up to an already widening social gap in Thai society?

I could tell and picture all those differences with one visit to this private university. You really feel different “vibes” Yes, private universities may be commercial. Yes, they may have to try harder to advertise themselves and attract potential candidates to make more $$$. Yes, I am aware they are much less academic and have different sets of USP from public universities. It’s still nice to see their attempt of trying to reach out and be helpful to students, according to the brief we received which will be conveyed in our marketing messages. It is something I’ve never seen at Chulalongkorn. Once again, it feels like a different world in the same country.

It would be nice to blend those attitudes together and narrow that gap a little bit, between public and private universities. I’ve been told many times that Thailand is the Land of Extremes; there is no middle ground. Public VS private universities surely is another great example to add up in this case.

%d bloggers like this: