Read this if you’ve stopped believing in love


And oh, this part, right here.

6AM up reading Thoughtcatalog (For real?). Barely any sleep. Nodding profusely to the former part of what I just read. Questioning the latter part like hell, at the same time.

Emotions are so my Achilles’ heel.


On solitary

It was on New Year’s Eve night. A friend, out of a sudden, threw this question up in the air. 

“Is it really that scary to be alone?” 

The whole table went silent. (That was quite unexpected, too). 

Solitary – I think of it a lot these days. In fact, I’m living in it. 

2016 was the year that, for the very first time in life, I can honestly say I lost faith in love. Whatever happened in the past kept piling up until the final string, something inside me, was broken, and I could not go back to the way I once was. I had never been too eager about chasing after love myself, but at least I never eyed it with suspicion, skepticism, and this much negativity, or even recoiled from it, as much as I do now. Too much disappointment could numb you to the bones, and eventually paralyze you. 

It is sad. I’m even sad, seeing myself turning to this kind of person. I very much wish to go back to the old me, being able to face love in a neutral, open-minded way and embrace what’s coming in life. However, at the same time, more and more I start to think this “love thing” is something that happens to other people, in which I’m really happy for them when this miracle happens, but it’s just not for me. 

I am giving up. 

This kind of feeling – losing faith in love – in turns keep fueling the thought of being alone. And, once again, for the first time in life, I start pondering; what it means to really be alone 20 years from now, or for the rest of my life. Logically thinking, what are the things that I need to prepare? 

Funny enough, I don’t think much about the current state of life, when I’m still fairly young and have enough energy. But I think way beyond that, when I turn 60, life after retirement, what would it be to be alone? 

Mainly I think about it from two main angles; health-wise and finance-wise. When I get sick, when I get so old that I no longer can walk or take care of myself, how will I manage my life then? How much savings do I need to be able to take care of myself when I get old, living by myself? 

It was enough. This fear was enough to drive me think about and even search for advice on health insurance and investment plans. 

For the record, never once I thought about life after retirement, until 2016. I swear, that thought of getting old somehow never crossed my mind. Again, another first in life. Is it because of the age, or the current state of mind? I am unsure. 

Current dramas in life and dramas from other people around me did give me another thought: you pick the kind of suffering you want to suffer for. 

Nothing ensures everlasting happiness. People who are married can get a divorce, their spouse die, their children may have serious issues. They have their own sets of problems, different from single people’s. But I’ve come to term that, everyone has their own problems. Everyone suffers, in one way or another, at some point in life. 

Recently I’ve spoken to a 45 year old single woman, and she told me that, you can’t overthink about being single and alone (Well, I overthink about everything).  You need to know how to enjoy your life journey while planning it accordingly. For the rest, for those things that you can’t control, don’t sweat. You can’t do anything about it anyway. Leave it at that, for your own peace of mind. 

I will make sure to remember that. And breathe. Cheers to solitary. 

[Edit: May 2017, Came back to reread and thought this post is too bleak! So I wrote a new post partially in response to this one; on how 5 months later I’ve changed and embraced a more positive outlook on this matter]


มีเรื่องอยากเขียน(บ่น)เกี่ยวกับเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ระหว่างคนสอง(หรือสาม)คน แต่ขี้เกียจมานั่งประดิษฐ์คำมาก ครั้งนี้เลยขอเขียนเป็นภาษาไทยแบบลวกๆ และขี้เกียจขัดเกลาแล้วกัน จริงๆช่วงนี้รู้สึกเบื่อจะเขียนภาษาอังกฤษด้วย ไม่รู้ทำไม

เรื่องที่จะเขียนเป็นเรื่องที่ช่วงนี้ได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น ได้ประสบมา รวมๆกัน ไม่ได้เฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษนะ

เรื่องแรก วันก่อนได้คุยกับเพื่อนแล้วมีประโยคหนึ่งเพื่อนบอกว่า มานั่งคิด นึกถึงตอนสมัยเด็กๆช่วงอยู่มัธยมหรือมหาลัย แล้วก็นึกถึงตอนที่คบกับผู้ชาย ตอนนั้นเรา “โง่” เนอะ มานั่งตามผู้ชาย เวลาคบกันก็อยากเจอกันมาก อยากเจอกันตลอด พอเลิกหรือมีเรื่องเสียใจทีก็ร้องห่มร้องไห้ฟูมฟาย เหมือนทุกอย่างที่เกี่ยวกับผู้ชายคนนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก

ตอนนี้ไม่เห็นเป็นแบบนั้นเลย ฉลาดขึ้น ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น ไม่เจอผู้ชายก็ได้ เราก็มีชีวิตของเราเอง ใช้ชีวิตของเราไป

นั่งฟังแล้วก็ผงกหัว จริงนะ รู้สึกว่าตอนเด็กกว่านี้อะไรๆก็เป็นเรื่องใหญ่ อารมณ์และความรู้สึกจะรุนแรงมากกว่านี้

แต่มาคิดอีกทีก็น่าเศร้าหรือเปล่านะ ทั้งที่แต่ก่อนสามารถรู้สึกอะไรได้มากขนาดนั้นแท้ๆ แต่พอโตขึ้น ผ่านประสบการณ์มามากขึ้น (ร้องไห้จนชิน เป็นต้น 55) เจ็บจนชิน จนเริ่มเรียนรู้และคาดเดาเหตุการณ์ได้ ตอนนี้เลยกลายเป็นเฉยชากับมัน ความรักแบบผู้ใหญ่คือความเฉยชาเหรอ? รักแบบใช้เหตุผล เป็นความรักแบบที่ “เย็น”ลง

คนจะชอบมองว่าความรักแบบเด็กๆเป็น puppy love ชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ต้องซีเรียสจริงจัง แต่อีกมุมหนึ่งเรามองว่าความรักแบบเด็กๆใสและบริสุทธิ์มากนะ เรารักเราชอบคนๆนี้เพราะเราชอบ เพราะเขาเป็นเขา แค่นั้นแหละ บริสุทธิ์มาก จะไม่มานั่งคิดถึงความเหมาะสม หน้าที่การงาน ฐานะทางสังคม ครอบครัว การแต่งงาน การมีครอบครัว บ้าบอคอแตก มีลิสต์ยาวเป็นหางว่าวให้ต้องเช็คว่าคนนี้เหมาะกับเราหรือไม่

คิดอีกทีความรักแบบเด็กๆ puppy love แบบที่ผู้ใหญ่มองว่า “ไร้สาระ” แต่เป็นแบบที่รักเขาอย่างที่เขาเป็น มันไม่ real กว่าความรักของผู้ใหญ่ที่มีหน้ากากสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องเต็มไปหมดหรอกเหรอ

ออกทะเลไปเยอะมาก จริงๆมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากเขียน ไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไร

ตอนเด็กๆ (คำนี้อีกแล้ว รู้สึกแก่มาก นึกถึงตอนเด็กตลอด) เราเป็นคนที่ชัดเจนมากเรื่อง morality ขาวเป็นขาว ดำเป็นดำ แบบนี้คือผิด แบบนี้คือถูก

เราเพิ่งค่อยๆเริ่มเรียนรู้เมื่อไม่กี่ปีให้หลังมานี้เองว่า โลกแห่งความเป็นจริง โลกของ”ผู้ใหญ่” ไม่มีหรอก ขาวและดำ มีแต่ปนเปื้อนกันเป็นสีเทาๆ บางครั้งในสีเทานั้นมีส่วนผสมสีขาวมากกว่า บางครั้งสีดำก็มากกว่า ปนและอยู่คู่กันไป

เกริ่นมานาน(ไป) จริงๆแค่อยากพูดเรื่องมีกิ๊ก55 (แต่ขอฟอร์ม มี metaphor เพื่อ?) ด้วยความที่โลกมันเป็นสีเทาๆแบบนี้นี่แหละที่ทำให้เราสงสัยว่าแล้วเส้นแบ่งกั้นสีเทาๆขอบเขตในเรื่องนี้มันอยู่ตรงไหนของแต่ละคน อะไรคือการที่ “ล้ำเส้น”? อะไรคือเกินขอบเขต? อะไรคือเกินความเหมาะสม? ความเหมาะสมคืออะไร และอยู่ตรงไหน?

เราเคยคุยกับผู้หญิงญี่ปุ่น เขาบอกว่า ถ้าแค่แฟน ไม่ผิด ถ้าสมมติเขาชอบผู้ชายคนนั้น เขาก็จะหาทางบอกผู้ชายคนนั้นให้รู้และแสดงออกอย่างชัดเจนว่าชอบ (ทั้งนี้กรุณาคำนึงถึงความต่างของวัฒนธรรมด้วยนะคะ เพราะผู้หญิงญี่ปุ่นกับเรื่องผู้ชายนี่เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ต้องมีให้ได้ค่ะ! เพราะฉะนั้นไม่แปลกใจถ้าจะเกิดการแย่งชิงกันขึ้น ยังไงก็ได้ ฉันจะต้องแต่งงานให้ได้ค่ะ! Ultimate life goal)

เราคิดว่าสมัยนี้หลายๆคนก็คิดแบบนั้นจริงๆนะ แย่งมาได้ก็เอา ของแบบนี้ใครดีใครได้ ยุคนี้คือยุคทำอะไรตามใจฉันจริงๆ อ่านบทความหนึ่งเขาบอกว่ายุคนี้เป็นยุคที่ทุกคนคิดว่า We deserve to be happy โดยที่ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมความผิดชอบชั่วดีใดๆ จะหาวิธีทำอะไรก็ได้เพื่อให้เรามีความสุขที่สุด

แต่ก็ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่มองว่าเรื่องแบบนี้ไม่เหมาะสม เรื่องศีลธรรมอะไรก็ว่ากันไป คนเขามีเจ้าของแล้วเราก็ไม่ควรจะเข้าไปยุ่ง

พอฟังแบบนี้ เราคิดว่าถ้าสถานการณ์ในชีวิตจริงมันขาวและดำเหมือนอย่างที่เขียนมาก็คงจะดี พอพูดถึงคำว่า “แย่งผู้ชาย/ผู้หญิง” ในหัวอาจจะนึกถึงซีนดราม่าช่อง 7 ผู้หญิงตบกันแย่งผู้ชาย ชัดเจนว่าใครคือนางเอก ใครคือนางร้าย มันชัดมากอยู่แล้วว่าใครผิดและใครถูก



“The devil doesn’t come dressed in a red cape and pointy horns. He comes as everything you’ve ever wished for.”

ซึ่งอ่านแล้วรู้สึกว่า เออ…จริง และน่ากลัวมาก

ไม่รู้เหมือนกันนะว่า ตัวเราเมื่อสักประมาณ 10 ปีก่อน คนที่เชื่อว่าโลกคือขาวและดำ มาเจอตัวเราในวันนี้ จะรู้สึกยังไง บางอารมณ์ก็ตกใจเล็กน้อย ไม่เคยคิดไม่เคยคาดฝันว่าเรากลายมาเป็นแบบนี้ได้ยังไง จากที่เคยคิดว่าเรื่องนี้ต้องฟันธงว่านี่คือถูกและนี่คือผิด แต่เริ่มเรียนรู้ว่าชีวิตจริงโจทย์ไม่ได้ง่ายอย่างนั้นนะ มีปัจจัยและเรื่องอื่นอีกมากที่แต่ก่อนเราไม่เคยรู้และนึกไม่ถึง ที่เขาบอกว่า เราจะยังไม่รู้และไม่เข้าใจอะไรอย่างถ่องแท้หรอกจนกว่าจะได้เจอกับตัวเอง เป็น quote ที่รู้สึกว่า จริง และจริงมากขึ้น ตามวันเวลาที่ผ่านไป

แต่ยังไง core value ความเชื่อขั้นพื้นฐานก็ยังคงมีอยู่นะ สิ่งไหนผิดมาก เช่น มีแฟนแล้วแต่ไปนอนกับคนอื่น ก็ยังคิดอยู่ว่าผิด

แต่ที่น่ากลัวกว่าคือเส้นสีเทาที่กั้นไว้ระหว่างความผิดมาก กับความกำกวมที่จะมองให้ถูกหรือผิดก็ได้นี่สิ ก้าวพลาดไปทีละนิด ถลำลึกเข้าไปทีละหน่อยได้ง่ายๆไม่รู้ตัวเลย

เป็นเส้นสีเทาเส้นจางๆ เส้นบางๆ แต่น่ากลัวจริงๆ