“Live boldly. Push yourself. Don’t settle. Just live well. Just LIVE.”

Oh how I hate Will Traynor’s last letter in Me Before You, how it had an effect of making me weep and sob for the last two pages of the book, and again at the end of the movie. 

I read this book in 2014 (Amazon purchase history, not my memory, mind you) and just got to see this movie tonight. It still held that effect on me; when a good book leaves you with some thoughts to contemplate long after you finish reading it. The key message of the story still rings true after I walked out of the cinema. 

Despite the fact that this is such a soap opera cliched plot; how a rich, handsome man initially looks down on a poor woman who is his care taker, how he places himself high above everyone with such arrogance that makes you wanna slap him in the face, how he is extremely bossy and likes to place orders and so on, I try to overlook that and see how amazing it can be when someone encourages you to take more risks, makes you try new things in life, and broadens your horizon. 

My friend once smirked at me and said, wow, why would you need a man to make you a better you? Can’t you do that yourself? Of course I can. I’m always trying to improve myself to be better anyway. But it feels extraordinary when, once in a while your path can be crossed with someone, and they challenge your worldview and push yourself to see things differently, shading some new lights in your life, and you will have changed for the better, becoming a more well-rounded person. At least it is for me, when I am aware how I can be independent with my own thoughts and how I do things. If someone can challenge me to do and see things a little differently, that feels quite special and they do earn my respect as it is one of the most rewarding experiences. 

The book, and once again the movie, just reminded me to keep going, try new things, and in general just live. 

I’ve thought all of this on the drive home late night after the movie. Not exactly the earth-shattering discovery kind of blog post – more like I want to document some thoughts to re-read later. I’ve discovered recently that I do enjoy late night drive alone on weekends, with light traffic on familiar roads, such a private and precious time to spend with yourself and your own thoughts, with your favorite playlist accompanying you home. It feels good. 

Irrational Man: Humans are disgusting. Twisted. Weak. 

*Warning: Contain spoilers*

เมื่อวันคริสต์มาสที่ผ่านมา เราไปดูหนังเรื่อง Irrational Man โดยรู้แค่ว่าเนื้อเรื่องคือพระเอกกำลังประสบปัญหาเรื่อง existential crisis และเป็นหนัง Woody Allen แค่นี้ก็พอแล้วที่ทำให้อยากดู 

(เจ๋งป่ะ วันคริสต์มาส เทศกาลแห่งความสุขและการเฉลิมฉลอง แต่ไปดูหนังคนอยากตาย I just love how ironic that is!) 

เราไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องหนังของ Woody Allen มากขนาดนั้น หนังเก่าๆยุคที่เขาดังมากๆก็ยังไม่ได้ดู ดูแค่หนังยุคหลังๆของเขาแค่4-5เรื่อง แต่เขาเป็นผู้กำกับหนังที่มีเอกลักษณ์มากๆ ดูแล้วก็จะรู้ว่าเป็นหนัง Woody Allen เพลงประกอบจะเพราะ ฟังแล้วติดหูทันที คาแรกเตอร์ตัวละครจะซับซ้อน มีความขัดแย้งและมีปมในตัวเองสูงแบบคนทั่วๆไป จะไม่มีใครขาวและดำแบบผู้ร้ายกับพระเอก ตัวละครสมจริงมาก และมักจะใช้ theme เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคน คู่รัก ครอบครัว ฯลฯ มี controversial topic ตลอด

และที่สำคัญ Dialog บทสนทนาจะเยอะ ฟังแล้วต้องคิดตาม มีคำคมๆออกมาให้คิดตลอด

ถูกจริตเรามาก เอาจริง หนังที่ดูแล้วมีประเด็นให้ขบคิด พอดูจบแล้วรู้สึกมีอะไรตกค้างให้ต้องตกผลึกความคิดอีกรอบ พูดคำนี้อีกแล้วแต่รู้สึกจริงๆว่าอารมณ์นี้คือเหมือนตอนเรียนอักษร ตอนนั้นมีอะไรให้คิดเยอะ ประเด็นและปัญหาเรื่องแนวคิดวิชาการต่างๆที่ controversial ต้องยกขึ้นมาถกเถียงใน essay หรือรายงานต่างๆ แต่พอจบมาเหมือนถูกกระแสชีวิตประจำวัน หน้าที่การงานปัจจุบันพัดไปให้แทบไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้ จากเรื่องปรัชญาแนวคิด การคิดวิเคราะห์ต่างๆ กลายเป็นเรื่องยอดขาย กำไร นโยบายการตลาด 

มาถึงจุดนี้ได้ยังไงนะเรา?

เหมือนถูก dehumanized ตัวเองยังไงไม่รู้!

ออกนอกเรื่องไปมากๆ ขอกลับเข้ามาที่ตัวหนังก่อน

หนังเล่นประเด็นหลักเรื่อง Murder and Justice การก่ออาชญากรรมฆ่าคนกับความถูกต้อง (นี่มันคลาสปรัชญาปี1ชัดๆ! ประเด็นคลาสสิกของวิชาปรัชญาเลยแหละ) สิ่งที่เรารู้สึกมากๆหลังดูจบคือ “มนุษย์แม่งน่ารังเกียจและขยะแขยงว่ะ” คำนี้เลยนะ เพราะอะไร? พระเอกเป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญา มีความรู้สูง ฉลาด มีเหตุผล แต่มีปัญหาคือรู้สึกไม่อยากมีชีวิตต่อไป อยากตาย (“I couldn’t find a reason for living. And when I did, it wasn’t convincing.”) แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกอยากฆ่าคนๆหนึ่งเพื่อช่วยเหลือคนอื่น ในหัวของพระเอกคือเป็นการกระทำที่ถูกต้อง เป็นการฆ่าเพื่อการสร้างความดีให้โลก ให้คนชั่วตายไปคนหนึ่ง และจากเหตุการณ์นี้ทำให้เขารู้สึกอยากจะกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง 

ต้องไปดูเองแล้วจะรู้สึกอึ้งกับเหตุผลต่างๆนานาที่พระเอกคิดเพื่อเป็นการ justify ว่าการฆ่าคนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเขาคิดแบบมีขั้นตอนและมีเหตุผลมาก 

เหตุผลต่างๆทำให้การฆ่าคนดูเป็นการกระทำที่ noble มาก คนชั่วจะถูกกำจัด อีกอย่างเขาคิดด้วยว่าเขาได้สร้างอาชญากรรมแบบไร้ช่องโหว่ขึ้นมา (perfect crime) ไม่มีทางที่ใครจะมาซัดทอดเขาได้  

แต่มีจุดเปลี่ยนตรงที่เมื่อนางเอกรู้ความจริงว่าเขาได้ฆ่าคน และขู่จะไปบอกตำรวจ ณ จุดนั้นเองพระเอกก็ไม่ต่างอะไรกับฆาตกรทั่วไปที่กลัวจะถูกจับ คิดจะหนีและฆ่าปิดปากนางเอกซะ 

ไหนล่ะเหตุผล? ตรงไหนที่ว่า noble? ดูแล้วมันเจ็บจี๊ดๆเลยนะที่หนังเสียดสีว่าสุดท้ายแล้วคนเราแม่งก็เห็นแก่ตัว รักตัวกลัวตาย เอาชีวิตรอด เป็นกมลสันดานมนุษย์ทั้งนั้น 

มือถือสากปากถือศีล คำนี้เลยละกัน สุดท้ายแล้วคนฉลาด อ้างหลักการและเหตุผล ก็ไม่ต่างอะไรกับคนเลว หรือมนุษย์ทั่วๆไป 

รู้สึกว่าดูแล้วเหมือนถูกตีแสกหน้ายังไงไม่รู้สิ 

ประเด็นความขัดแย้งในตัวเอง ความอ่อนแอของจิตใจมนุษย์ เป็นประเด็นหลักของหนัง Woody Allen ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ต่างกัน นางเอกก็เหมือนกันที่ตอนแรกไปหลงพระเอกหัวปักหัวปำ ทั้งที่ตัวเองมีแฟนแล้ว และเป็นลูกศิษย์พระเอก แต่ก็ไปนอนกับเขาและยอมให้อะไรเลยเถิดไปแบบไม่สนใจแฟนตัวเองเลยสักนิด เห็นเลยว่าคนเราพอหลงอะไร พออารมณ์พาไป เหตุผลอะไรก็ไม่สนใจทั้งนั้น ทิ้งแฟนไป แต่พอเห็นว่าพระเอกฆ่าคน เธอก็รับไม่ได้แล้วบากหน้ากลับมาหาแฟน ขอให้ยกโทษให้ว่าผิดไปแล้ว

หรือคู่นอนพระเอกที่เป็นอาจารย์ด้วยกัน ซีนที่พระเอกถามว่าทำไมไม่เลิกกับสามี ทั้งที่ไม่รักกันและไม่มีความสุขเลย เธอตอบว่าเธอเลิกไม่ได้ เธอต้องมีใครสักคนให้เป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจก่อนถึงจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง เธอเริ่มต้นใหม่คนเดียวไม่ได้ 

มนุษย์แม่งอ่อนแอว่ะ ว่าไหม? ทำทุกอย่างตามอารมณ์ทั้งนั้น สุดท้ายก็พ่ายแพ้กับอารมณ์ตัวเองเนี่ยแหละ

ส่วนตัวเราเป็นคนให้ความสำคัญกับเรื่องเหตุผลว่าควรจะต้องอยู่เหนืออารมณ์ แต่ยิ่งเจอคนมากขึ้น โตขึ้น ก็เห็นมากขึ้นจริงๆว่ามนุษย์ใช้อารมณ์เป็นหลักกันทั้งนั้น แม้กระทั่งตัวเอง มีคนไม่มากหรอกที่ควบคุมอารมณ์ได้ และทำตามเหตุผลทุกอย่าง 

เศร้าไงตรงที่ภูมิใจว่าเกิดมาเป็นมนุษย์มีสติปัญญาคิดวิเคราะห์ไตร่ตรองถี่ถ้วนต่างๆนานา แต่พอเจอเหตุการณ์บางอย่าง ความรู้สึกเกิดขึ้นปุ๊บ เหตุผลต่างๆก็บินออกทางหน้าต่าง ที่แย่ไปกว่านั้น หลายคนจมลึกไปถึงกระทั่งหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำที่ผิดของตัวเอง แบบพระเอกในเรื่องนี้ไง

อีกตอนที่ชอบมากๆคือ พระเอกพูดว่า รู้ไหมทำไมคนเราชอบนินทา สร้างดราม่าไร้สาระต่างๆขึ้นมา เพราะชีวิตคนเหล่านั้นมันว่างเปล่าไง 

ชอบมาก รู้สึกเหมาะกับยุคดราม่าไร้สาระบนอินเตอร์เน็ตในยุคนี้มากๆ 

ดีใจที่ได้ไปดู ถ้าไม่ได้เห็น Facebook link ของเพื่อนก็คงไม่ได้ไปเพราะไม่รู้เลยว่าหนังเข้า หนังเรื่องนี้รีวิวเมืองนอกแย่นะ แต่เราชอบ เพื่อนแนะนำให้ไปดูเรื่อง Blue Jasmine ของ Woody Allen อีก บอกว่าดีมาก และเราน่าจะชอบ คงไม่ได้ดูเพราะเราขี้เกียจหา แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากดูนะ 

The Lobster – Love is Black

(Warning: Contain spoilers)

I have read a few Thai reviews on the movie before heading to the cinema to finally see it for myself. I was quite surprised when I found out this movie draws mainstream attention here, as I sensed a strong Black Comedy and Satire even just by watching the trailer. In fact, I was unsure if I would enjoy the movie, as I knew beforehand it’s not relatively easy to absorb absurd drama. Anyone who goes watch it and expects this to be a movie plainly aimed for single people surely is almost guaranteed to get disappointed. 

And isn’t it as satirical as expected? – ridicule, shame, and strip down the concept of love and society to its core, by holding true to the definition of Satire as in, “First it makes you laugh, then it makes you think.” And indeed it did – making us doubt the societal notion of love and relationships and perhaps our own selves. For the whole 2 hours, I felt as if some pins keep stinging my skin as the movie gradually shows irony and sarcasm on the aforementioned topic in their clever dialogs and settings. 

Literally, everything – the symbols and settings in the movie are done to reflect the “black” and “white” worlds, in this case “single” and “couple” worlds in a dystopia when love is fixed on one shape and form, dictated by regulations. Having a couple is good, being alone is terrible, having children fix problems in marriages, the movie told us in its exaggerated manner. We may laugh at how ridiculous those messages are, but seriously, think about it, how is that different from the society nowadays? 

Since when love means finding someone with similar traits and characteristics to us? First we may think it is ridiculous or stupid because we have the free will to choose who we love, unlike in the movie. In the movie, they need to change (force the nosebleed…) otherwise they would be changed to animals. But in real life, even without the death sentence, many of us are willing to change who we are in order to attract the potential romantic partner. Free will? I chuckle. You can shove the word free will up your ass. 

I personally love the scene with demonstration of “man eats alone” “man eats with woman” and “woman walks alone” “woman walks with man” and was laughing so hard. Very 1984-like. Propaganda at its best. It just couldn’t get any better than that. Again, we may laugh at how ridiculous it is, but tell me, how are those propagandas different from political stance like, let’s say, Thailand and its 12 core Thai values demonstrating how good of a Thai person should behave? 

One scene that is really painful to watch for me is when the “loner” group leader told a man to shoot his partner, so that he can stay alive. He did, and found out there was no bullet. Then the woman gave a sinister smile and walked away. That would really kill couple in “love” alive, without needing to literally kill them. That is the scene that shows the darkest side of a person when they say how much they love someone. In the end, aren’t we all selfish human beings? Always putting one’s self first, even though we claim we are madly in love with someone. How much is love? In love, how much does it contain selfishness? 

The second half of the movie shows the opposite side. When two main characters met in a “loner” group and fell in love, even though it is strictly forbidden, how much are they willing to sacrifice? How far would they go to prove their love? I read some comments on Thai reviews that some people dislike the ending, when it doesn’t show a clear-cut conclusion. To me, though, that is indeed the perfect ending for a satirical movie. It makes you doubt and think, just like it does from the beginning, whether the man is willing to make himself blind to be with her whom he “loves” The end is up to your own interpretation, leaves you question like the rest of the movie.  

It is a strange movie, but it helps if you are prepared that things get exaggerated and heavily sarcastic in satire literature. It may take time to acclimatize. But personally, I love the wit hidden in black humor and those ridiculous acts. It’s not “HA HA” slapstick funny, it’s snickering kind of funny that lingeringly stings, if you pause and *think* about the issues the movie tries to ridicule. 

And even though you don’t like it, it’s worth seeing just for the electronic music dance moves from the loners. Priceless. 

Paper Towns Movie – “Young and Fearless” 

Paper Towns movie reminded me what it feels like to be young and fearless again. 

Rewind backwards ten years ago, to be that “me,” that awkward and chubby me walking in the hallway carrying a school backpack in high school in the U.S., when the biggest concern then was asking someone to go to prom, if someone has asked you to go to prom yet, or if he told you he likes you yet, or if you should let your friends know you like him. 

When you are young and in love for the first time, all the experiences intensify. “Have you kissed him?” “How was it?” “Did you guys make out!?” “Have you done it!?!?” All these questions feel like the biggest deal in the world. 

Ten years afterwards, as soon as it starts, you know what to expect and are no longer surprised how things develop and how stories unfold. Things are still special, but nothing can be compared to the first experience. You learn from the past, you have been hurt, you hurt someone, you are now fully aware that love comes with pain, you also come out of it with a rough edge, with guarded heart.

Since when did we turn jaded and cynical? 

“Look, your comfort zone is this small. Remember, tonight is how you should feel for the rest of your life.”

This movie revived that feeling of doing something for the first time, of being young and fearless, of putting it all out there with no regrets, of taking adventures, of not caring about a thing in the world, of being in the here and now, of living in the moment, of feeling excited and scared but embracing a new chance anyway, of looking at the world with bright eyes as if it’s full of millions opportunities. 

I wonder, ten years afterwards, if it’s still possible to live and possess the mindset of a 17 year old.