Mutual breakup

I didn’t know mutual breakup could be a thing. Usually one side would initiate the desire or intention to breakup, more than the other side.

Anything can happen and you never know how to predict this thing called relationship, I guess.

We think the distance is a great obstacle, the one we really can’t fight. To be apart, across the entire Pacific Ocean with 14 hour difference, for the duration of 3-5 years is simply too much to bear, or even to think of.

So it seems sensible to simply give up.

We said, let’s be realistic, 3 damn years are too tough.

It seems practical, since both of you have been through long distance relationships, known that it’s never gonna work out, certainly not for THREE years.

In fact, I’m really fed up of this long distance relationshit. My very first thought when I found out about this news was, “Not this shit again”

Also, I’ve never been committed to anyone or anything as long as 3 years, come to think of it.

But you know what…

Maybe the underlying issue isn’t about the distance.

Maybe the root cause is because we don’t like each other enough to keep trying and fighting and looking for other alternatives.

Our first reaction was to give up.

When you like each other that much, when you certainly don’t want to let the other person go, the reaction could be quite different.

At least we would try to fight for this relationship.

Just like that one time, flashback to 6 years ago at Suvarnabhumi airport, when my boyfriend then told me, I don’t know how it’s gonna work out but no, I’m not letting you go.

In the end we parted ways. Of course, it wasn’t a surprise and we saw it from the start. But at least there was this desire to fight for each other.

When that desire and that passion isn’t there, perhaps this is a great evidence of why we should let it go.

Because your heart isn’t in it much from the start.

That’s it.


On positivity 

I had the urge to write a quick update after I went back and reread this Solitary blog post at the very beginning of 2017. Gosh, that IS way too bleak! I feel embarrassed now that I did write all that. But it’s almost an unwritten rule that you will always feel embarrassed by what you wrote in the past. 

2017, so far my outlook has changed for the better! 

Of course, there are ups and downs in life, as expected. In fact, the first 2 months of 2017 was a bit of emotional whirlwind. Fortunately, it was resolved quite quickly and I did not dwell on it at all. Then again got thrown into another type of emotional whirlwind in March. But once again I managed to get through it. 

What has changed is: at the moment I tend (and from time to time, try) to take things as they are with no expectation (Or as less as I can possibly manage. Still struggling from time to time, but hey, I’m only human, aren’t I?). Welcoming a neutral, realistic, and perhaps a bit more relaxing approach in life. 

I no longer feel like I lost faith in love anymore. SO happy for that! Safe to say that time heals and I have finally fully recovered, which is a great feeling. At the same time, it doesn’t mean I look at love with bright and hopeful eyes like 10 years ago either. Love comes in different shapes and forms, and people are flawed and so different from one another. You really have to stay open-minded and get to know a person as who/what they are. There is no one-size-fit-all definition of love and relationship. I am definitely more positive than last year, but also have my feet firm on the (realistic) ground as ever. 

Also don’t think too much about HOW the future will be if I end up being alone. It is always a good idea to plan things in advance, especially financially. But there is no point to fret over it as I’ve chosen to be extremely picky of who I let in my life. If being alone makes me happier than letting the wrong person in, then it is what it is! This is my decision. 

Somehow I’ve become even surer of what I want and look for in a relationship, and I won’t settle for anything less. Failed enough to finally know what I want, perhaps! You learn from your past experiences. In the meantime, it is great to be exposed to new people and just see how it goes. You could learn and pick up something from them, and to me it’s interesting that way. 

Learning to enjoy the journey and trust the process more. As always, the future is uncertain! 🙂 

“กี่ปีแล้วนะ” – The one that got away

บ่ายวันหนึ่ง ณ คาเฟ่เล็กๆใจกลางกรุงแห่งหนึ่ง

ฉัน: กี่ปีแล้วนะ


เขา: 10 

ฉันจ้องหน้าเขา แล้วก็พูดโพล่งออกไปแบบไม่ได้ยั้งคิด

ฉัน: ดีใจว่ะ…ที่เราไม่ได้คบกัน

เขาก้มหน้าหลบตา ส่วนฉันนั่งหัวเราะเห็นเป็นเรื่องสนุก 

ถ้าบทสนทนาบทนี้เป็นหนังรัก romantic comedy ร่วมสมัย คนดูคงจะได้ลุ้นไปตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงเศษๆ ว่าเรื่องราวของเขาและเธอเมื่อ 10 ปีที่แล้วสมัยเป็นนักเรียนเป็นอย่างไร เกิดอะไรขึ้น มีอะไรที่ทำให้เขาไม่ได้คบกัน ทำไมถึงได้กลับมาเจอกันอีก จะมีอะไรหักมุม และต่อจากนี้เขาและเธอจะได้กลับมาลงเอยกันอีกไหม 



ในชีวิตจริง…เมื่อเขากลับมาเจอกันใหม่ ต่างคนก็ต่างมีชีวิตของตัวเองที่ไม่ได้มาบรรจบกันอีก เป็นแค่จุดเล็กๆจุดหนึ่งที่ได้กลับมาคุยกัน ไม่ว่าอย่างไรความสัมพันธ์ก็จะไม่มีทางกลับมาเป็นแบบเดิมได้ เป็นการเจอกันใหม่ กับคนในอดีต ด้วยความสัมพันธ์แบบใหม่ที่เบาบางลงมาก แล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปตามทางชีวิตของตัวเอง มันก็แค่นั้น


เรามีความรู้สึกว่าหนังจะชอบ romanticize กับ theme “The one you got away” มากเกินไป จริงๆอยากเขียนประเด็นนี้ตั้งแต่ดูหนังเรื่อง Cafe Society ที่ทำยังไงพระเอกก็ลืมรักแรกที่เป็นนางเอกไม่ได้ จนต่างคนต่างแต่งงานมีครอบครัวของตัวเองไปแล้ว พระเอกมีลูกแล้วด้วยซ้ำ แต่พอ2คนได้กลับมาเจอกันอีก หลายสิบปีผ่านไป เขาก็ยังยอมรับว่าเธอคือคนเดียวที่เขาตกหลุมรัก แล้วเขาก็จูบเธอ 

เล่นประเด็นนี้ก็ง่ายสิคะ เพราะคนเราจะชอบ fantasize และมักจะอยากได้อะไรที่ไม่ใช่ของของเราอยู่แล้ว เพราะอะไร? เพราะคุณติดกับอยู่ในจินตนาการของคุณไง เพราะคุณวาดฝันว่าคนๆนั้นจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ตามใจคุณ แต่จริงๆแล้วคุณไม่ได้เขามา คุณไม่รู้จักเขาหรอกว่าจริงๆแล้วเขาเป็นคนยังไง ข้อเสียของเขาจริงๆคืออะไร 

เราเศร้าเพราะพอหนังเล่นประเด็นนี้ คนที่อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพระเอกมาตลอดอย่างภรรยาเขากลับโดนมองข้ามและละเลยไป ตามธรรมชาติของมนุษย์อีกนั่นแหละ สิ่งที่เรามี สิ่งที่เราอยู่กับมันทุกวัน เห็นทั้งข้อดีข้อเสียทุกด้าน สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นความเบื่อ ความชินชา

แต่จริงๆแล้วความ”ธรรมดา”ของสิ่งที่เรามี คนที่อยู่กับเราทุกวัน มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยนะ คุณต้องต่อสู้อะไรกันมามากเท่าไร ผ่านอะไรดีๆและร้ายๆกันมากี่ครั้ง แต่เขาก็ยังเลือกจะอยู่กับคุณ 

แต่เรื่องแบบนี้ทำเป็นหนังไม่ได้ เพราะดู “ธรรมดา” ไป ไม่มีใครอยากมารับรู้รสชาติชีวิตจริงที่ไม่โดนปรุงแต่งหรอก จริงไหม?

ถ้าชีวิตได้สอนอะไรเราอย่างหนึ่ง คือการติดกับอะไรที่เราคิดว่า “ควรจะเป็น” (“What ifs” “Could haves” “Should haves”) มันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลยจริงๆ คิดไปเถอะกับเรื่องอดีต คิดไปให้ตายคุณก็ไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้ เพราะชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อไป ยังมีอะไรข้างหน้ารอเราอีกเยอะมาก 

เมื่อประตูบานหนึ่งปิดลง ก็จะมีประตูบานใหม่ (อีกหลายบานด้วย) เปิดขึ้นต้อนรับเราเสมอ


The one that got away is…the one that got away. 

That’s it. 





ตอนแรกคิดว่าอยากเขียนสรุปปี2015 แต่ไปๆมาๆ รู้สึกอยากสรุปอะไรมากกว่านั้น เป็นสรุปช่วงครึ่งหลังวัย20ละกัน

เคยคิดตอนอยู่ประถมว่าคนอายุ28เป็นผู้ใหญ่มาก คงจะทำงานมั่นคง แต่งงาน มีลูก ซื้อบ้าน เป็นหนี้ (อันสุดท้ายเติมเองตอนโตแล้ว 55) 

แล้วก็เห็นเพื่อนบางคนเป็นแบบนั้นจริงๆ เพื่อนเราอาจจะยังแต่งไม่เยอะ คนมีลูกยังน้อยมาก แต่ก็เริ่มเห็นหลายคนเริ่มมีแพลน คบกับแฟนมาพักหนึ่ง เริ่มจะลงหลักปักฐานกัน 

แต่นั่นไม่ใช่เราเลย และยังมองไม่เห็นภาพตัวเองทำอะไรแบบนั้นเลย 


  • ประเทศเปลี่ยน จากญี่ปุ่นกลับมาไทยไปอังกฤษกลับมาไทยใหม่ 
  • สถานะเปลี่ยน เป็นนักเรียนป.ตรี จบมาทำงาน กลับไปเรียนป.โท กลับมาทำงานอีก
  • สาขาที่เรียนเปลี่ยน อักษรศาสตร์เอกญี่ปุ่น เป็นสายบริหารการตลาด (ฉันเรียนบัญชี ไฟแนนซ์อีคอน และสถิติผ่านมาได้อย่างไร ยังงงอยู่จนถึงทุกวันนี้)
  • สายงานเปลี่ยน จาก Sales เป็น Marketing
  • Industry งานเปลี่ยน จาก E-commerce/hospitality เป็นสถาบันการเงิน
  • ผู้ชายเปลี่ยน อันนี้คงระบุชื่อเป็นรายบุคคลออกมาไม่ได้ 😛 

ดูแล้วไม่มีอะไรที่ “นิ่ง”หรือ “มั่นคง” ในชีวิตสักอย่าง

แต่พอมองย้อนกลับไป รู้สึกดีมากนะ รู้สึกขอบคุณความเปลี่ยนแปลง ขอบคุณสิ่งแวดล้อม สังคมรอบข้าง และประสบการณ์ที่เปลี่ยนไปแทบจะทุกปี ทั้งเรื่องการงาน และชีวิตส่วนตัว ตอนแรกเราเคยคิดว่าคนนิสัยแบบเราน่าจะมีความสุขกับการทำอะไรเรียบๆตามแพทเทิร์นตามกรอบไป แต่กลายเป็นว่าไม่ใช่แฮะ! อยู่กับความเปลี่ยนแปลงมาตลอดซะงั้น 

มองกลับไปแล้วดีใจ ได้เรียนรู้อะไรด้วยตัวเองดี  ซึ่งเรามองว่าสำคัญกับวัย20ตอนปลายมากๆนะ 

ตอนแรกคิดว่า ปีที่ผ่านมา 2015 เราน่าจะ “นิ่งขึ้น” กลับมาไทยแล้ว กลับมาทำงานเป็น routine แบบเดิม แอบคิดเหมือนกันว่าชีวิตคงจะน่าเบื่อมาก แต่สุดท้ายก็มีหลายอย่างเกิดขึ้น ทำให้รู้สึกว่าชีวิตเรายังไม่ได้นิ่งเลย 

สิ่งหนึ่งในหลายๆสิ่งที่รู้สึกว่าได้เรียนรู้มาก High learning curve ช่วงวัย20ปลายของเราเลยก็คือเรื่องความสัมพันธ์กับคน ทั้งเรื่องส่วนตัวและการงาน เรื่องต่างๆเช่น การได้พบปะพูดคุยกับลูกค้า พาร์ทเนอร์ เอเจนซี่ที่เราเป็นลูกค้าเขา สื่อที่พยายามจะเข้ามา pitch ขาย ความสัมพันธ์กับนาย กับคนในทีม กับพี่ในทีมและในบริษัท กับคนที่ตำแหน่งต่ำและสูงกว่าเรา กับคนในบริษัทต่างสาขา กับบริษัทแม่ การไปงาน networking/party หลังเลิกงาน และต่างๆมากมายนับไม่ถ้วน เป็นสิ่งที่ประสบการณ์เท่านั้นที่จะสอนได้ เป็นสิ่งที่ไม่มีในตำราเรียน และเป็นสิ่งที่เราจะต้องพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีก เพราะรู้สึกว่ายังไม่เก่งพอ แต่เป็นสกิลที่สำคัญในหน้าที่การงานของเรา 

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว รู้สึกว่าเจออะไรมาเยอะพอสมควรจนเข้าใจอะไรได้มากขึ้นกว่า4-5ปีที่แล้วมากๆ คงจะไม่มาแจกแจงรายละเอียดว่ามีอะไร แต่รู้สึกว่าได้เห็น”ภาพรวม”ของความสัมพันธ์ชัดเจนขึ้นมาก เคยเจ็บและทำคนอื่นเจ็บ เคยโกรธแค้น เคยไม่เข้าใจ เคยรับไม่ได้ เคยทรมาน เคยตีโพยตีพาย เคยด่า เคยรู้สึกผิดมากๆ เคยร้องไห้มานับครั้งไม่ถ้วน เคยสมหวังและผิดหวัง จนตอนนี้ ปีนี้เป็นปีแรกที่รู้สึกขอบคุณประสบการณ์ความสัมพันธ์ที่ดีและร้าย ผู้ชายที่ดีและเลวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตจริงๆที่ทำให้เราเรียนรู้อะไรได้ถึงขนาดนี้ 

อาจจะฟังดูโลกสวยมากนะ แต่ก่อนเราก็ยังไม่เข้าใจ ยังด่าและยังแค้นต่างๆนานา ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่รู้สึกปล่อยวางและยอมรับ จริงๆเรื่องกังวลหรืออารมณ์ความรู้สึกต่างๆก็ยังมี แต่ก็ต้องรับรู้และมีสติกับสิ่งที่เป็นสิ่งที่ประสบอยู่ รู้สึกว่าต่อจากนี้เราต้องรักให้เป็นและมีสติให้มากขึ้น (พูดง่าย แต่ทำยากมากๆ)

มาถึงวัยนี้ เราว่าทุกคนต่างมีประสบการณ์กันมาพอสมควร มาพร้อมกับ baggage จากความสัมพันธ์ครั้งก่อนๆของเขา การจะไปเปลี่ยนใครไปฝืนความสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อย่าพยายามเลยน่าจะดีกว่า หลังๆเราคิดตลอดว่า Everyone is fucked up in their own ways ยังไงก็แล้วแต่ สุดท้ายแล้ว เราต้องมีความสุขด้วยตัวเราเองให้ได้ เราชอบการมีแฟนนะ การที่ได้ทำความรู้จัก เกี่ยวข้องลึกซึ้งในทุกด้านกับคนๆหนึ่งเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ การที่ได้เปิดเผยความคิดและตัวตนด้านที่เราไม่เปิดเผยให้ใครแต่ให้กับคนๆนี้เท่านั้นเป็นสิ่งที่พิเศษจริงๆ ชอบการที่มี”คู่คิด” แต่ส่วนตัวไม่เคยเห็นด้วยกับการที่เอาชีวิตไปผูกติดกับใครมากเกินไปนะ และถ้าเป็นคนที่ไม่ใช่ เราก็ต้องถอยออกมา

อ้อ ที่สำคัญ “เจอคนที่ใช่ แต่ timing ไม่ใช่ = คนที่ไม่ใช่” แล้วก็ “แค่รักอย่างเดียวไม่พอกับความสัมพันธ์” ค่ะ สองบทเรียนที่เข้าใจแจ่มแจ้ง ชัดเจนมาก! 

อีกเรื่องที่เรียนรู้ในปี2015 ไม่กี่เดือนมานี้เอง คือไม่ควรจะกังวลเรื่องอนาคตมากเกินไป เพราะยังไงเราก็ไม่มีทางรู้ ถ้าคิดว่าสิ่งที่ตัดสินใจปัจจุบันดีและใช่และคิดรอบคอบดีแล้วก็ลองดู อย่าคิดเยอะไป ทั้งเรื่องงานและส่วนตัว นี่ไม่คิดเลยว่าจะมีวันที่พูดและคิดแบบนี้ออกมาได้ ช่างต่างกับเราเมื่อ 5 ปีที่แล้วลิบลับ! 

พอใจกับวัย 28 ของตัวเอง งงๆ ไม่แน่ใจกับอะไรหลายอย่างมากๆ และต้องค้นหาไปอีกเยอะ แต่ไร้ภาระไร้ความรับผิดชอบ(ยกเว้นของตัวเอง) มีอิสระ มีเงินเป็นของตัวเองพอสมควร ไม่ถูกผูกมัดกับอะไรและใครมากเกินไป ไม่เคยคิดว่าจะสุขกับชีวิตที่ยังไม่นิ่ง แต่ตอนนี้ ณ เวลานี้ เรารู้สึกโอเคกับมันมากๆจริงๆ

The Lobster – Love is Black

(Warning: Contain spoilers)

I have read a few Thai reviews on the movie before heading to the cinema to finally see it for myself. I was quite surprised when I found out this movie draws mainstream attention here, as I sensed a strong Black Comedy and Satire even just by watching the trailer. In fact, I was unsure if I would enjoy the movie, as I knew beforehand it’s not relatively easy to absorb absurd drama. Anyone who goes watch it and expects this to be a movie plainly aimed for single people surely is almost guaranteed to get disappointed. 

And isn’t it as satirical as expected? – ridicule, shame, and strip down the concept of love and society to its core, by holding true to the definition of Satire as in, “First it makes you laugh, then it makes you think.” And indeed it did – making us doubt the societal notion of love and relationships and perhaps our own selves. For the whole 2 hours, I felt as if some pins keep stinging my skin as the movie gradually shows irony and sarcasm on the aforementioned topic in their clever dialogs and settings. 

Literally, everything – the symbols and settings in the movie are done to reflect the “black” and “white” worlds, in this case “single” and “couple” worlds in a dystopia when love is fixed on one shape and form, dictated by regulations. Having a couple is good, being alone is terrible, having children fix problems in marriages, the movie told us in its exaggerated manner. We may laugh at how ridiculous those messages are, but seriously, think about it, how is that different from the society nowadays? 

Since when love means finding someone with similar traits and characteristics to us? First we may think it is ridiculous or stupid because we have the free will to choose who we love, unlike in the movie. In the movie, they need to change (force the nosebleed…) otherwise they would be changed to animals. But in real life, even without the death sentence, many of us are willing to change who we are in order to attract the potential romantic partner. Free will? I chuckle. You can shove the word free will up your ass. 

I personally love the scene with demonstration of “man eats alone” “man eats with woman” and “woman walks alone” “woman walks with man” and was laughing so hard. Very 1984-like. Propaganda at its best. It just couldn’t get any better than that. Again, we may laugh at how ridiculous it is, but tell me, how are those propagandas different from political stance like, let’s say, Thailand and its 12 core Thai values demonstrating how good of a Thai person should behave? 

One scene that is really painful to watch for me is when the “loner” group leader told a man to shoot his partner, so that he can stay alive. He did, and found out there was no bullet. Then the woman gave a sinister smile and walked away. That would really kill couple in “love” alive, without needing to literally kill them. That is the scene that shows the darkest side of a person when they say how much they love someone. In the end, aren’t we all selfish human beings? Always putting one’s self first, even though we claim we are madly in love with someone. How much is love? In love, how much does it contain selfishness? 

The second half of the movie shows the opposite side. When two main characters met in a “loner” group and fell in love, even though it is strictly forbidden, how much are they willing to sacrifice? How far would they go to prove their love? I read some comments on Thai reviews that some people dislike the ending, when it doesn’t show a clear-cut conclusion. To me, though, that is indeed the perfect ending for a satirical movie. It makes you doubt and think, just like it does from the beginning, whether the man is willing to make himself blind to be with her whom he “loves” The end is up to your own interpretation, leaves you question like the rest of the movie.  

It is a strange movie, but it helps if you are prepared that things get exaggerated and heavily sarcastic in satire literature. It may take time to acclimatize. But personally, I love the wit hidden in black humor and those ridiculous acts. It’s not “HA HA” slapstick funny, it’s snickering kind of funny that lingeringly stings, if you pause and *think* about the issues the movie tries to ridicule. 

And even though you don’t like it, it’s worth seeing just for the electronic music dance moves from the loners. Priceless. 


มีเรื่องอยากเขียน(บ่น)เกี่ยวกับเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ระหว่างคนสอง(หรือสาม)คน แต่ขี้เกียจมานั่งประดิษฐ์คำมาก ครั้งนี้เลยขอเขียนเป็นภาษาไทยแบบลวกๆ และขี้เกียจขัดเกลาแล้วกัน จริงๆช่วงนี้รู้สึกเบื่อจะเขียนภาษาอังกฤษด้วย ไม่รู้ทำไม

เรื่องที่จะเขียนเป็นเรื่องที่ช่วงนี้ได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น ได้ประสบมา รวมๆกัน ไม่ได้เฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษนะ

เรื่องแรก วันก่อนได้คุยกับเพื่อนแล้วมีประโยคหนึ่งเพื่อนบอกว่า มานั่งคิด นึกถึงตอนสมัยเด็กๆช่วงอยู่มัธยมหรือมหาลัย แล้วก็นึกถึงตอนที่คบกับผู้ชาย ตอนนั้นเรา “โง่” เนอะ มานั่งตามผู้ชาย เวลาคบกันก็อยากเจอกันมาก อยากเจอกันตลอด พอเลิกหรือมีเรื่องเสียใจทีก็ร้องห่มร้องไห้ฟูมฟาย เหมือนทุกอย่างที่เกี่ยวกับผู้ชายคนนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก

ตอนนี้ไม่เห็นเป็นแบบนั้นเลย ฉลาดขึ้น ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น ไม่เจอผู้ชายก็ได้ เราก็มีชีวิตของเราเอง ใช้ชีวิตของเราไป

นั่งฟังแล้วก็ผงกหัว จริงนะ รู้สึกว่าตอนเด็กกว่านี้อะไรๆก็เป็นเรื่องใหญ่ อารมณ์และความรู้สึกจะรุนแรงมากกว่านี้

แต่มาคิดอีกทีก็น่าเศร้าหรือเปล่านะ ทั้งที่แต่ก่อนสามารถรู้สึกอะไรได้มากขนาดนั้นแท้ๆ แต่พอโตขึ้น ผ่านประสบการณ์มามากขึ้น (ร้องไห้จนชิน เป็นต้น 55) เจ็บจนชิน จนเริ่มเรียนรู้และคาดเดาเหตุการณ์ได้ ตอนนี้เลยกลายเป็นเฉยชากับมัน ความรักแบบผู้ใหญ่คือความเฉยชาเหรอ? รักแบบใช้เหตุผล เป็นความรักแบบที่ “เย็น”ลง

คนจะชอบมองว่าความรักแบบเด็กๆเป็น puppy love ชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ต้องซีเรียสจริงจัง แต่อีกมุมหนึ่งเรามองว่าความรักแบบเด็กๆใสและบริสุทธิ์มากนะ เรารักเราชอบคนๆนี้เพราะเราชอบ เพราะเขาเป็นเขา แค่นั้นแหละ บริสุทธิ์มาก จะไม่มานั่งคิดถึงความเหมาะสม หน้าที่การงาน ฐานะทางสังคม ครอบครัว การแต่งงาน การมีครอบครัว บ้าบอคอแตก มีลิสต์ยาวเป็นหางว่าวให้ต้องเช็คว่าคนนี้เหมาะกับเราหรือไม่

คิดอีกทีความรักแบบเด็กๆ puppy love แบบที่ผู้ใหญ่มองว่า “ไร้สาระ” แต่เป็นแบบที่รักเขาอย่างที่เขาเป็น มันไม่ real กว่าความรักของผู้ใหญ่ที่มีหน้ากากสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องเต็มไปหมดหรอกเหรอ

ออกทะเลไปเยอะมาก จริงๆมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากเขียน ไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไร

ตอนเด็กๆ (คำนี้อีกแล้ว รู้สึกแก่มาก นึกถึงตอนเด็กตลอด) เราเป็นคนที่ชัดเจนมากเรื่อง morality ขาวเป็นขาว ดำเป็นดำ แบบนี้คือผิด แบบนี้คือถูก

เราเพิ่งค่อยๆเริ่มเรียนรู้เมื่อไม่กี่ปีให้หลังมานี้เองว่า โลกแห่งความเป็นจริง โลกของ”ผู้ใหญ่” ไม่มีหรอก ขาวและดำ มีแต่ปนเปื้อนกันเป็นสีเทาๆ บางครั้งในสีเทานั้นมีส่วนผสมสีขาวมากกว่า บางครั้งสีดำก็มากกว่า ปนและอยู่คู่กันไป

เกริ่นมานาน(ไป) จริงๆแค่อยากพูดเรื่องมีกิ๊ก55 (แต่ขอฟอร์ม มี metaphor เพื่อ?) ด้วยความที่โลกมันเป็นสีเทาๆแบบนี้นี่แหละที่ทำให้เราสงสัยว่าแล้วเส้นแบ่งกั้นสีเทาๆขอบเขตในเรื่องนี้มันอยู่ตรงไหนของแต่ละคน อะไรคือการที่ “ล้ำเส้น”? อะไรคือเกินขอบเขต? อะไรคือเกินความเหมาะสม? ความเหมาะสมคืออะไร และอยู่ตรงไหน?

เราเคยคุยกับผู้หญิงญี่ปุ่น เขาบอกว่า ถ้าแค่แฟน ไม่ผิด ถ้าสมมติเขาชอบผู้ชายคนนั้น เขาก็จะหาทางบอกผู้ชายคนนั้นให้รู้และแสดงออกอย่างชัดเจนว่าชอบ (ทั้งนี้กรุณาคำนึงถึงความต่างของวัฒนธรรมด้วยนะคะ เพราะผู้หญิงญี่ปุ่นกับเรื่องผู้ชายนี่เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ต้องมีให้ได้ค่ะ! เพราะฉะนั้นไม่แปลกใจถ้าจะเกิดการแย่งชิงกันขึ้น ยังไงก็ได้ ฉันจะต้องแต่งงานให้ได้ค่ะ! Ultimate life goal)

เราคิดว่าสมัยนี้หลายๆคนก็คิดแบบนั้นจริงๆนะ แย่งมาได้ก็เอา ของแบบนี้ใครดีใครได้ ยุคนี้คือยุคทำอะไรตามใจฉันจริงๆ อ่านบทความหนึ่งเขาบอกว่ายุคนี้เป็นยุคที่ทุกคนคิดว่า We deserve to be happy โดยที่ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมความผิดชอบชั่วดีใดๆ จะหาวิธีทำอะไรก็ได้เพื่อให้เรามีความสุขที่สุด

แต่ก็ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่มองว่าเรื่องแบบนี้ไม่เหมาะสม เรื่องศีลธรรมอะไรก็ว่ากันไป คนเขามีเจ้าของแล้วเราก็ไม่ควรจะเข้าไปยุ่ง

พอฟังแบบนี้ เราคิดว่าถ้าสถานการณ์ในชีวิตจริงมันขาวและดำเหมือนอย่างที่เขียนมาก็คงจะดี พอพูดถึงคำว่า “แย่งผู้ชาย/ผู้หญิง” ในหัวอาจจะนึกถึงซีนดราม่าช่อง 7 ผู้หญิงตบกันแย่งผู้ชาย ชัดเจนว่าใครคือนางเอก ใครคือนางร้าย มันชัดมากอยู่แล้วว่าใครผิดและใครถูก



“The devil doesn’t come dressed in a red cape and pointy horns. He comes as everything you’ve ever wished for.”

ซึ่งอ่านแล้วรู้สึกว่า เออ…จริง และน่ากลัวมาก

ไม่รู้เหมือนกันนะว่า ตัวเราเมื่อสักประมาณ 10 ปีก่อน คนที่เชื่อว่าโลกคือขาวและดำ มาเจอตัวเราในวันนี้ จะรู้สึกยังไง บางอารมณ์ก็ตกใจเล็กน้อย ไม่เคยคิดไม่เคยคาดฝันว่าเรากลายมาเป็นแบบนี้ได้ยังไง จากที่เคยคิดว่าเรื่องนี้ต้องฟันธงว่านี่คือถูกและนี่คือผิด แต่เริ่มเรียนรู้ว่าชีวิตจริงโจทย์ไม่ได้ง่ายอย่างนั้นนะ มีปัจจัยและเรื่องอื่นอีกมากที่แต่ก่อนเราไม่เคยรู้และนึกไม่ถึง ที่เขาบอกว่า เราจะยังไม่รู้และไม่เข้าใจอะไรอย่างถ่องแท้หรอกจนกว่าจะได้เจอกับตัวเอง เป็น quote ที่รู้สึกว่า จริง และจริงมากขึ้น ตามวันเวลาที่ผ่านไป

แต่ยังไง core value ความเชื่อขั้นพื้นฐานก็ยังคงมีอยู่นะ สิ่งไหนผิดมาก เช่น มีแฟนแล้วแต่ไปนอนกับคนอื่น ก็ยังคิดอยู่ว่าผิด

แต่ที่น่ากลัวกว่าคือเส้นสีเทาที่กั้นไว้ระหว่างความผิดมาก กับความกำกวมที่จะมองให้ถูกหรือผิดก็ได้นี่สิ ก้าวพลาดไปทีละนิด ถลำลึกเข้าไปทีละหน่อยได้ง่ายๆไม่รู้ตัวเลย

เป็นเส้นสีเทาเส้นจางๆ เส้นบางๆ แต่น่ากลัวจริงๆ