Review: Kat Von D Everlasting liquid lipstick รีวิวลิปแมตจิ้มจุ่มแท่งแรกในชีวิต!

บอกแล้วว่าช่วงนี้บ้าบอกับลิปจริงๆ ขยันรีวิวลิปรัวๆ! นี่ก็โดนยั่วยุมาจากคุณน้องที่ออฟฟิศอีกแล้ว โดนเด็กเป่าหูไม่เว้นแต่ละวัน ร้องไห้หนักมากค่ะ /วิ่งเข้า Sephora (วิ่งเข้าไปทีไรก็ตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจเลือกสีไม่ถูกเอาสีอะไรดีน้าาาา swatch เต็มมือเป็นอีบ้า แถมใจเต้นตึกตักๆ คืออาร้ายยย)

เนื่องจากเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเมคอัพแต่อย่างใด พอคุณน้องแนะนำว่า “พี่เนยๆ Kat Von D ลิปดีมากมากมากมากกกกกนะ” ตอนแรกยังไม่รู้จักด้วยซ้ำ ต้องไปหารีวิวมาอ่าน และไปลองมาด้วยตัวเองให้รู้ๆกันไปเลยจ้า

Kat Von D Everlasting liquid lipstick สี Lolita 2

ลังเลอยู่ 2 สี คือ Lolita & Lolita 2 ตอนแรกจะเอาสี Lolita จะออกมืดกว่า น้ำตาลเข้ม แต่โดนป้ายยาสี Lolita 2 หนักมากค่ะว่าสีนี้ฮิตจริงๆ ให้เอาสีนี้ดีกว่า สุดท้ายก็เลยลงเอยที่ Lolita 2 ตามคำยุซะงั้น


Color

มาดูสีกันก่อน รีวิวบอกว่า Lolita 2 “Terracotta nude” ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่า terracotta คืออะไร google ดูปุ๊บคือเจอกระเบื้องหลังคาบ้านสีส้ม เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงอะไรแบบนี้โผล่ขึ้นมาเลยจ้า! ขำมาก โอเค คือสีส้มอิฐส้มกระเบื้องหลังคานี่แหละเนอะ แนวส้มอมน้ำตาลเล็กๆ ไม่ฉูดฉาดดี สี everyday look แนวทาได้ทุกวันค่ะ

Texture

โอ๊ยยยย ที่ยอมใจอ่อนก็ตรงนี้! ตามที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าเราปากแห้งมาก ที่ผ่านมาไม่เคยซื้อลิปจิ้มจุ่มที่เป็นแมตได้เลย ไม่รอดตลอด เคยลองพวกลิปแมตจิ้มจุ่ม 4U2, Naree แบรนด์ไทย แท่งละ 200 คือเม็ดสีแน่นจริง แต่ทาปุ๊บเนื้อจะแห้งกรังติดปากแบบตกร่องสุดๆ ขนาดยังไม่เคยลอง NYX นะ (นั่นเค้าว่าแห้งขั้นสุด) คิดมาตลอดว่ายังไงชีวิตนี้ลิปแมตไม่เหมาะกะฉันแน่ๆ

แต่!!!! Kat Von D ตัวนี้เปลี่ยนความคิดได้จริง! คือเราไปเทสก่อน ทาแล้วไปกินข้าวเดินเล่นเป็นชม. ไม่รู้สึกแห้งกรังเหมือนตัวอื่นๆ แน่นอนว่าด้วยเนเจอร์ลิปแมตทาปุ๊บก็จะแห้งติดปากไปเลย แต่ไม่ตกร่องจริงจัง! พอซื้อมาแล้วลองทาทั้งวันตั้งแต่เช้าจรดเย็นก็ไม่ตกร่องนะ

ที่ประทับใจสุดคือ เม็ดสีค่ะ! ชัดมากกกก ปาดลงปุ๊บชัดทันที ไม่ต้องทาเยอะ เม็ดสีแน่น ติดปากดีมาก ระหว่างวันมีทาทับบางๆนิดหน่อยก็สีชัดเหมือนเดิม อีกอย่างคือเวลากินน้ำเรารู้สึกลิปแทบไม่เลอะหลอดหรือไม่เลอะขอบแก้วเลย ลิปจิ้มจุ่มบางยี่ห้อจะเลอะและเหนียวมากอะ แต่อันนี้ไม่เป็น ปลื้มสุดๆ


Package

ดูแวบแรกลายๆแบบนี้แอบนึกถึง Anna Sui เล็กๆ เป็นหลอดพลาสติกบางๆผอมๆสูงๆ มีลวดลายดอกๆที่ฝา ตัวที่ป้ายลิปก็บางๆ แต่ก็ทาง่ายดีนะไม่มีปัญหาอะไร

Price

900 บาท ลิปราคานี้คุณภาพก็ควรจะต้องโอเคตามแหละเนอะ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าไม่ได้แพงมาก ถ้าเทียบกับลิปจิ้มจุ่มของ Burberry ซึ่งแท่งละ 1,300 หรือพวก Marc Jacobs, Smashbox จะตกอยู่ราวๆ 1,100 Kat Von D จะ range กลางๆ เลเวลประมาณ Nars

Verdict

10/10 เลยอะ ถูกใจมากจริงๆ รักค่ะ ไม่รู้จะหักคะแนนตรงไหนดี เปลี่ยนความคิดคนที่ทาลิปแมตไม่ได้ได้ซะขนาดนี้ ของเค้าดีจริง ปลื้มกะลิปแมตแท่งแรกในชีวิตค่ะ 🙂

Advertisements

Review: L’Oreal Rouge Magique Lipstick รีวิวลิปแมตใหม่ล่าสุดจากลอรีอัล

ช่วงนี้กำลังวุ่นวายวอแวกับลิปสติกสีมืดๆ (?) อยากได้โทนน้ำตาลกว่าปกติ สืบเนื่องจากโดนยุจากสาวๆในออฟฟิศนี่แหละค่ะ! ตามเทรนด์สมัยนี้ที่เน้นลิปแมต ลิปจิ้มจุ่มสีนู้ดๆ ดิฉันก็ขอลองลิปชาวบ้านเขาไปทั่ว (นี่อาชีพบล็อกเกอร์หรา?) นั่งหมกมุ่นหาอยู่หลายแบรนด์มาก

ปกติเราจะไม่ค่อยใช้สีมืดๆเท่าไร โดนยุว่าลองเปลี่ยนลุคดูสิ สีเข้มๆน้ำตาลๆก็สวยดีนะ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าแนว coral ที่ปกติทา

ไปกรี๊ดๆๆๆที่ร้าน Sephora กับตัว Burberry liquid lip velvet No.5 Fawn (สีที่ 2 จากซ้าย) ลิปแมตจิ้มจุ่มของ Burberry สีนี้คือใช่!!!!!! คือดีงามมากกกกกก กรีดร้อง Texture แมตกำลังดี ทาแล้วติดทน ปากไม่แห้ง แต่มันหมด!!!!!!!! อยากจะร้องไห้ ขาดใจ อดค่ะ ไม่รู้ด้วยว่าของจะเข้าเมื่อไร พนักงานไม่สามารถให้คำตอบได้ มีเพื่อนตามหาสีนี้มา 2 เดือนเต็มแล้วก็ยังไม่ได้ของค่ะ อะไรจะ high demand กันขนาดนี้ T____T

burberryliquidlipvelvetcreammatteglosswatches.jpg

ด้วยความที่หมกมุ่น ก็ไปเดิน Boots แก้เครียด(?) แล้วอยู่ดีๆก็ไปสอยลิปของลอรีอัลมาซะงั้น! ทั้งที่ไม่ได้มองยี่ห้อนี้ไว้เลย ที่สะดุดเพราะโดนโฆษณาจังๆ (ทำ Marketing แท้ๆ แต่ก็ตกเป็นเหยื่อเอง ทุกครั้งค่ะ!) ว่าเป็น Comfort Matte ก็เลยคิดว่าต้องเป็นลิปแมตที่ไม่ทำให้ปากแห้งมากแน่ๆ เพราะเราเป็นคนปากแห้งมากจริงๆ ถ้าทาแมตมากคือแห้ง ตกร่องแน่นอน

สำหรับเราเรื่อง celebrity endorsement ไม่มีผลกับการตัดสินใจซื้อนะ แต่เห็นรูปชมพู่โฆษณาสีที่เราอยากได้พอดี สีจะออกเข้มๆนิดนึง สีช็อคโกแลต เบอร์ 933 Cashmere Delicat

พอมาอ่านรีวิวเลยมารู้ทีหลังว่า สีที่ซื้อมาเป็นลิปรุ่นใหม่ล่าสุดของลอรีอัล เพิ่งเปิดตัว และสีที่เราชอบคือสีที่ชมพู่จะใช้ทาไปงานเมืองคานส์ปีนี้ (อ่านเจอมา จริงมั้ยไม่รู้นะ 55)

18013437_172342183289286_3712932943161720832_n.jpg

Review: L’oreal Rouge Magique #933 Cashmere Delicat

image3.JPG

Texture

ทาแล้วลื่นสบายปากมากจริงๆ ปาดลงแล้วเนียนติดปากเลย สมกับชื่อ Comfort Matte นะ ไม่รู้สึกแห้งแบบลิปจิ้มจุ่ม แต่ข้อเสียคืออาจจะต้องปาดเน้นๆนิดนึง ย้ำๆสัก 3-4 รอบ กว่าจะได้สีชัดออกมา แต่ก็คุณภาพตามราคาแหละ

ส่วนคนที่อยากได้ลิปลุคแมตมากๆ ตัวนี้อาจจะไม่เหมาะเท่าไร เพราะเนื้อจะไม่แมตมาก มีความฉ่ำอยู่นิดหน่อย แต่ในรูปอาจจะดูวาวมากเพราะเราทาลิปมันลงก่อน ถ้าไม่ทาจะไม่วาวขนาดนี้

image1 (1)

Price

349 บาท ถึงบอกว่าถ้าต้องปาดหลายรอบนิดหน่อยกว่าสีจะชัดก็ไม่บ่น เพราะราคาเบาสบายกระเป๋ามาก (ไม่สามารถเอาไปเทียบกับ Burberry แท่งละ 1,300 ได้นะคะ) เราซื้อที่ Boots เหลือ 269 คิดว่าคงมีโปรโมชั่นด้วย

Package

ธรรมดาค่ะ ตามราคา สีชมพูวาวๆตัดกับสีดำด้านๆ ไม่มีอะไรหวือหวา เปิดปิดง่าย สะดวกดี

Verdict

ส่วนตัวเราชอบนะ ได้สีน้ำตาลช็อคโกแลตแบบที่ตามหา ทาแล้วปากไม่แห้ง ทาลื่น เนื้อเนียนนุ่ม สบายปาก ไม่ตกร่อง ดีตรงนี้ แฮปปี้มากๆ ระงับความหมกมุ่นไปได้ชั่วคราว!

image2
ถ่ายเทียบให้ดูว่าสีลิปนี่สีเดียวกับประตูห้องเลยค่ะ match กันสุดๆ!!! (ใช่เหรอ)

(ขอกระซิบว่าสีอื่นๆก็สวยนะ เราชอบสีนู้ดชมพูอมน้ำตาลเบอร์ 931, 932 ด้วย มีทั้งหมด 10 สี เป็น Limited edition วีดีโอทำน่ารักดี)

Anecdotal Fallacy 

Social science seems to be the field I opt to pick from bookshelves in recent years, especially on behavioral economics and cognitive psychology. Be it from Dan Ariely, Daniel Pink, Malcolm Gladwell, I read all those popular books that everyone else is also reading (Yep, a clichéd millennial. Yep, that’s me). 

Ever since I started working and got exposed to much more variety of people, I find the study of human relationships and minds extremely fascinating, simply because it is so complex. Although with enough research you can draw patterns and some conclusions from human behaviors, there is never a one-size-fits-all answer for a single question.

You can’t plug it all into equation – Every time I do X, I will get Y result. 

Which, after I’ve read a few books, sometimes I start to question how much of it is true. For some books, it’s a real struggle to be convinced while reading it. 

Grit: The power of passion and perseverance is one of them. Started off, I got the feeling this could be a great book. The author’s theory on Growing grit from the inside out speaks to me and it successfully convinces me to a certain degree, backed up by research paper and surveys. 

Although it may sound obvious, I do like her theory of hierarchy of goals as it helps put things in structure and sorts out priorities in life in order. She proposes that each of us should have the top-level goal, with a few mid-level, and more low-level goals underneath. The top-level goal should act as your compass, the same ultimate concern. You may call it your life philosophy. 

There are many other factors contributed to growing grit inside out. I personally like the idea of “foster your passion” not “find your passion” This book teaches you not only to fall in love with what you do, but also stay in love with it, which, in my opinion, a much tougher task to achieve. 

Unfortunately, the second half of the book, Growing grit from the outside in, lost my interest rather quickly, to the point that I almost could not force myself to read further! 

Why? 

Because it is full of anecdotal evidences. A lot of “He said, she said” 

The author starts telling exceptional stories of people in different fields, even the story of herself as a mean to convince readers about her theories! I am really not sure what to make of, for Mr.A and Ms.B sucesss stories, and how much (if at all) these can be a representative of the whole population. I might as well can write and give an example of a story from my mother’s friend! 

To me, anecdotal evidence is a major flaw of social science books. However, some of really good books I like, for example, Quiet by Susan Cain, are able to convince me and I feel like the book is written with solid research background and sound evidence, as much as the “soft” science possibly allows it to be. 

I will have to violate The rule of three (possibly upset my Faculty of Arts professor in the process) and offer only two little suggestion of how to convince readers in my humble opinion. Basically because I can’t think of the third suggestion! (Damnit). 

-Summarize key message at the end of each chapter. Make your findings look concrete. I personally love this style as it helps digest the whole book much easier. 

-Reduce anecdotal evidences to the minimum. A few stories could be used to catch readers’ attention to engage with the book emotionally and makes it less academic. But it gets boring very quickly when the author starts each chapter with some extraordinary people’s stories. We give and receive anecdotal evidences in every day lives as it’s such a common fallacy in most of our daily conversations. So, I expect something different when I read. 

I’m not sure if this is the major reason I find a few of these human behavior study books start to sound the same. It could get repetitive over times. Feel free to recommend if you know any good, interesting books. No more anecdotal fallacy, please! 

Review: Surf Fit class, S’wet Society 

ไปลองของใหม่มาอีกแล้ว…สตูดิโอออกกำลังกายเปิดใหม่สดๆร้อนๆได้ประมาณ 1 อาทิตย์! S’wet Society (ใหม่ขนาดจะเช็คอินใน Swarm แล้วยังไม่มีสถานที่ให้เช็ค คิดดู) เนื่องจากเราโดน Instagram ad เข้าไปจังๆ เพราะไป follow เพจเกี่ยวกับออกกำลังกายไว้เยอะแหละ เห็น ad free trial class แบบนี้ก็ยิ้มเลย ไม่พลาดนะคะ รีบไปลองทันที เพราะใจจริงอยากลองคลาส Surf แบบนี้มาเป็นปีละมั้ง ตั้งแต่สมัยที่ Surf set เข้ามาใหม่ๆเลย 


สถานที่
S’wet Society ตึกเอราวัณ (ตรงพระพรหม) ชั้น 4 เปิดติดกับ Physique 57 เลยจ้ะ 

ลักษณะคลาส


มีแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ อันแรกคือกรรเชียงบก! Tone & Row ไม่เคยเล่น อันนี้ก็น่าลองดีนะ ดึงๆยืดเข้ายืดออก 

อันที่ 2 คือ Surffit ซึ่งเป็นการออกกำลังกายบน Surfset board จะเป็นกระดานโต้คลื่นที่ฐานล่างเป็นลูกบอลยาง 3 ลูก เอาไว้ฝึกการทรงตัว เวลาทำท่าทำทางอะไรก็จะยากกว่าทำบนพื้นอีกสเต็ปนึง เพราะแกนกลางลำตัวต้องแข็งแรงขึ้น 

Surffit ที่นี่ก็มีแบ่งเป็นอีก 3 คลาสนะ Sexy Abs, Hot Bums ชื่อก็น่าจูงใจให้เข้ามาก ปั้นท้องปั้นก้นกันวนไปค่ะ55 แต่สุดท้ายเลือก Surf cardio เพราะถือเป็นโอกาสบังคับตัวเองให้คาร์ดิโอเยอะขึ้น อยากเหงื่อออกด้วยแหละ งานนี้เลยชวนคุณเพื่อนมาลองอะไรสนุกๆด้วยกันอีกนะคะ (เพื่อนอาจจะไม่สนุก ซัฟเฟอร์แทนหรือเปล่าไม่รู้55) 

คลาส Surf cardio ที่เราลอง เริ่มต้นมี warm up แล้วก็จะเป็นท่าๆ ทำท่านึง 1 นาที 1เซตมีประมาณ 4-5ท่า แรกๆเป็นคาร์ดิโอ วิ่งๆข้างบอร์ด วิ่งกระโดดขึ้นลง เริ่มทำความคุ้นเคยกับบอร์ดก่อน กลางๆจะเป็นฝึกแกนกลางลำตัว เช่น Plank หลายๆท่า, Burpee, Squat บนบอร์ด แอบเหนื่อยและเกร็งใช้ได้เลย ปิดท้ายจะเป็น stretch เอาท่าโยคะมายืดๆ แต่ทำบนบอร์ดก็จะ challenge เรื่องการทรงตัวมากกว่า รวม 1 ชม. พอดี ทุกอย่างทำประกอบเพลง 

อันที่ 3 เป็นคลาสแนวช้าๆเนิบๆ มีคลาสโยคะบนบอร์ด ส่วนตัวไม่สนใจเพราะไม่ชอบโยคะ ไม่อยากเล่นอะไรช้าๆ แต่ถ้ามาสายโยคะ เล่นบนบอร์ดน่าจะฝึก balance ได้ดีขึ้นนะ ส่วน foundation training คงช้าๆเหมือนกัน เขาว่าแก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรมได้ น่าสนใจตรงนี้ (เพราะเราเป็น แต่ทุกวันนี้น้องเทรนเนอร์ก็คิดท่าหลายอย่างช่วยให้เบาลงมาก สะบักไม่ติดเป็นก้อนแข็งๆละ ดีใจสุดๆ)

ความรู้สึก

  • Surf cardio เราว่าดีนะ เพราะเหนื่อยด้วย มีคาร์ดิโอ แล้วก็ได้ฝึกความแข็งแรงของแกนกลางลำตัวด้วย แถมมี balance เข้ามาผสม ได้ครบเลยในคลาสเดียว 
  • Surfboard เหมือนเป็นแค่ prop เอามาเล่นๆสนุกๆ เป็น gimmick ใหม่ แต่ถ้าจะเล่น surf จริงจังเราคิดว่าคลาสนี้ไม่ได้ช่วยอะไร จะบอกว่าฝึก balance ก็ไม่ได้มากมายขนาดนั้น อาจจะช่วยบ้างเพราะยากกว่าเล่นบนพื้น แต่เอาจริงๆเล่นบน Bosu ลูกบอลยักษ์ๆที่ขึ้นไปยืนแล้วเด้งๆ ยากกว่าหลายเท่าเลย 
  • น่าจะ challenge ตรง plank เยอะๆแบบหลาย variation เนี่ยแหละ มี plank ธรรมดา, ทำ mountain climber คือ plank แล้วชักขาเข้าและออกต่อเนื่อง, side plank, plank+squat ทำ plank ท่านึงก็ 1 นาที สำหรับเราก็นานนะ ถ้าไม่อู้เลย ทำตลอดก็เกร็งลืมค่ะ 
  • ท่าเหมือน functional training นะ เวลาเล่น bodyweight (คือใช้ตัวเองเล่น ไม่มีอุปกรณ์) เทรนเนอร์ก็ให้ทำท่าพวกนี้แหละ 
  • เพลงเปิดเสียงดังไปหน่อย แอบหนวกหูนิดนึง เหมือนครูต้องตะโกนแข่งแล้วบางทีก็ไม่ค่อยได้ยินว่าจะให้ทำอะไร 

อุปกรณ์

Surfset เท้าเปล่าค่ะ เอาแค่ชุดมาอย่างเดียว มีผ้าเช็ดตัวผืนเล็กผืนใหญ่ให้หมด น้ำดื่มขวดละ 10 บาท 

ห้องอาบน้ำ & locker 

เล็กมากกกกก ไม่มีห้องเปลี่ยนเสื้อด้วย ต้องเปลี่ยนในห้องอาบน้ำ งงๆ ห้องอาบน้ำมีแค่ 3 ห้อง แถมเป็นแบบ shower curtain คงเพราะเป็นสตูดิโอเล็กๆและคนต่อคลาสนึงไม่น่าจะเยอะมากแหละ แต่อุปกรณ์ก็ครบนะ มีสบู่ แชมพูให้ แล้วก็มีไดร์เป่าผม หนังยางรัดผม ให้หมด ที่หนีบผมยังมีให้เลย 

ราคา

มี grand opening promotion เอามาจาก Facebook ตามนี้ 


สรุป

รู้สึกการออกกำลังกายแนวนี้จะเหมาะกะผู้ยิ้งผู้หญิงนะว่าไหม แบบ city girl สุดๆ เข้าคลาส หาอะไรใหม่ๆทำ ซึ่งก็ตอบโจทย์เรานะผู้ติดการออกกำลังกายในฟิตเนสห้องแอร์ ไม่ใช่ทีม outdoor ค่ะขอยืดอกยอมรับ พูดตรงๆยังติดขอเหนื่อยแบบสบายหน่อย เราก็ลองเล่นมาหลายอย่างกว่าจะรู้ว่าชอบแบบไหน และอะไรที่ถูกจริตกับเรานะ 

สิ่งที่สำคัญในการออกกำลังกายคือ ต้องหาสิ่งที่เราชอบให้ได้ก่อน แล้วจะเริ่มรู้สึกอยากทำ แรกๆก็จะยาก เหนื่อย ไม่ชอบ แต่พอเราเริ่มทำได้ก็จะมีกำลังใจ อยากทำไปอีกเรื่อยๆ เพราะเราทำได้ดีขึ้น อึดขึ้น แข็งแรงขึ้น จะเลือกออกกำลังกายแบบไหนก็ดีหมดแหละสำหรับคนที่คิดจะเริ่มต้น ทำแค่วันละ 20-30 นาทีก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยนะคะ เน้นความสม่ำเสมอดีกว่า ถ้าหาเพื่อนมาออกด้วยได้จะเพอร์เฟคมากเลย สนุกกว่าจริงๆ แต่เพื่อนต้องเอาจริงด้วยนะ ไม่งั้นจะพากันขี้เกียจ พึ่งตัวเองอาจจะดีที่สุด55

ทุกวันนี้ที่ชอบออก ลองหาอะไรนู่นนี่ทำตลอด เพราะรู้สึกออกกำลังกายแล้วมีความสุขค่ะ รู้สึกชีวิตดีกว่าตอนไม่ออกมาก ง่ายๆ…แค่นั้นเลย 

Mini Review: RPM – Indoor Cycling Class

เป็นเมมเบอร์ฟิตเนสมากว่าครึ่งปี แต่ก็ไม่เคยสนใจจะมาลองคลาสปั่นจักรยานซะที แรกๆไม่กล้าเพราะรู้สึกร่างกายอ่อนแอเกิน ไม่ไหวแน่ๆ ส่วนช่วงหลังๆไม่เข้าคลาสอะไรเลย มาเทรนกับเทรนเนอร์อย่างเดียว เพราะเบื่อคลาสมาก แต่ก่อนที่เคยสนุกกับ Bodycombat ก็รู้สึกเบื่อกับท่าเดิมๆและไม่ค่อยเหนื่อยเหมือนก่อน เขาว่ากันว่าคลาสปั่นจักรยาน RPM เหนื่อยจริง ไหนๆก็ไหนๆแล้วเลยเข็นตัวเองมาลองซะหน่อย 

RPM เป็นการปั่นจักรยานกับเพลง โดยจะมีการปรับเกียร์หนักเบาไปเรื่อยๆ ยืนปั่นสลับกับนั่ง ค่อนข้างจะ simple ปั่นๆ ปรับเกียร์หนักบ้างเบาบ้าง จบ ไม่เหมือนกับ Absolute rhythm cycling ที่เราไปลองมา อันนั้นจะมีท่าทางเล่นแขนเพิ่มด้วย มีให้ยกดัมเบลนิดหน่อย และยืนปั่นนานกว่ามาก แต่สำหรับเรา rhythm cycling ไม่เหนื่อย เหงื่อแทบไม่ออก จะแนวเมื่อยๆมากกว่า เพราะรู้สึกเกียร์ที่ปั่นไม่ค่อยหนักเท่าไร 

ความรู้สึกหลังจากลอง RPM

  • เหนื่อยอะ เหนื่อยกว่า Rhythm cycling มากๆ เราหน้าแดงก่ำเป็นลูกตำลึงสุกหลังคลาสจบเลย ออกมาเทรนเนอร์เห็นหน้าละตกใจอะ ปกติเป็นคนหน้าแดงยากและเหงื่อออกน้อยด้วย 
  • ไม่แนะนำสำหรับคนไม่เคยออกกำลังกาย Too intense! ไปเข้าคลาสเต้นสวยๆหรือโยคะก่อนน่าจะดีกว่า 
  • ยากตรงเกียร์หนักนี่แหละ (แหงสิ) ปั่นไม่ขึ้น ลองกดเล่นดูเหมือนเกียร์จะมี Level 1-19 (มั้ง) เข้าคลาสครั้งแรก พอยืนปั่นปรับเกียร์ max สุดที่ 12 เราก็ปั่นไม่ไหวแล้ว ปั่นได้แค่แป๊บเดียวที่ level นี้ และช้ามากๆด้วย ต้องลดลงมาหน่อย ไม่รู้ว่าพวกขาโหดปรับกันที่ level ไหน แอบสงสัย
  • Pace ตัวเองปั่นช้าเกิ๊น ไม่ขึ้นเลยจ้ะ ถ้ายึด speed ว่าควรอยู่ที่ 80 rpms ปั่นเกียร์หนักอยู่ที่ 60 rpms รู้สึกที่ปั่นไปเวลาเกียร์หนักยังไงก็ไม่ถึงแน่ๆ ลองอ่านดู รู้สึกว่าการรักษาระดับให้อยู่ที่ 60-80 rpms (สำหรับ beginner) จะสำคัญกว่าการปรับเกียร์หนัก เพราะยืนปั่นแบบปรับเกียร์หนักแล้ว bounce มากไปไม่ดีกับเข่า เอาท่าให้ถูกก่อนดีกว่า 
  • Burn calories น้อยมากเลย 45 นาทีประมาณ 250 แคล เพราะอะไรนะ ตอนแรกก็คิด…เราปั่นเบามากเลยเหรอ!? จริงๆก็ไม่ซีเรียสเพราะไม่ได้จะลดน้ำหนัก แค่งงว่าเบิร์นออกน้อยมากค่ะ อะไรคือการโฆษณาว่าเบิร์นได้ 600 แคลต่อชม.? นั่นสำหรับคนน้ำหนักตัวเท่าไรกันแน่…แต่พอไปเจอเว็บนี้ ลองใส่น้ำหนักตัวเองกับเวลาที่ปั่นเข้าไป ก็ออกมาได้ 258 แคลเนี่ยแหละ เป๊ะเลย 
  • รู้สึกดีมากๆ รักคาร์ดิโอก็ตรงนี้! เหงื่อออก เหนื่อยสะใจจริงๆ ตัวเบาสบาย หน้าแดงแป๊ด ชอบเลย เราห่างหายคาร์ดิโอมาพักใหญ่ด้วย เพราะเทรนเนอร์เน้นให้เล่นท่ากับเล่นเครื่องกระชับกล้ามเนื้อลูกเดียว แถมเดือนนี้เน้นเล่นท้องอีก เพราะตอนนี้เหมือนเป็นจุดเดียวที่เขาอยากโฟกัสให้เราผู้มีพุงนิ่มๆเผละๆ แต่เราไม่ชอบเล่นท้องไง ฮือ 😦 ทรมานจะตาย ไม่สนุก แถมขึ้นยากสุด (นี่ก็ไม่ได้ควบคุมอาหารด้วย) พอได้มาคาร์ดิโอก็รู้ตัวเลยว่าต้องขอมาเล่นแบบนี้บ้าง ชอบมากกว่า สดชื่นแบบรู้สึกได้ออกกำลังกายจริงๆ 

สรุป…จะหาเวลาไปเข้าต่อค่ะ intense ดี ชอบ ตอบโจทย์ตอนนี้ที่หลังๆไปเต้นหรือคลาสอะไรก็ไม่เหนื่อยแล้ว ลองปั่นจักรยานน่าจะดี 

The Murakami Effect

“Wow,” I thought to myself, after reading the last word of Colorless Tsukuru Tazaki and his years of pilgrimage by Haruki Murakami, and stared fixedly at the page. It took me only 2 days to finish (with work in between), simply because I was unable to stop reading. 

The clock on the wall shows it’s almost midnight. 

It’s beyond me to describe this deep…sorrow and unnamed unsettling feelings rising up in my chest. As a result, I was pacing around the room, earphones plugged in my ears playing one song on repeat. In my head, trains of thoughts of nothing in particular kept swirling one after another. I couldn’t quite catch any of them. 

What a weird sensation. 

I vaguely remembered reading Norwegian Wood and how bleak and suffocating the novel made me feel, many years ago. It was too much sorrow, the kind I did not understand at all, back in college years. 

Colorless Tsukuru Tazaki, once again, is full of melancholy and sorrow. As well as nostalgia, loneliness, self-discovery journey, forgiveness, and so much more. 

But this time, this kind of sorrow, I…get it. The feelings go straight to the heart. While I was reading it, many waves of emotions kept hitting me relentlessly. Even made me stunned in the end. 

One thing for certain, I’ve never felt this deeply touched by any novel before. 

“This must be Murakami Effect,” I closed my eyes, trying to yank myself back to reality, silent all chaotic thoughts, and sleep. No more feels, please. 

The plot is fairly simple. One day in college, a guy named Tsukuru Tazaki was “expelled” from his closest group of 4 high school friends. They decided to cut him off and did not want to speak to him ever again, with no explanation. For about 7 months, Tsukuru contemplated about nothing but commit suicide. It affected his life so much that he felt scared to be emotionally close with anyone else ever since. 

Sixteen years later, now 36, he is determined to find the truth from all his friends, in the hope to be free from his haunting past and pain. And the journey of discovery begins. 

Murakami uses colors as a symbol of alienation in this book and I personally love that. All Tsukuru’s friends and characters in this story have different “colors” attached as a part of their names, except Tsukuru whose name is “colorless” Therefore, he constantly thinks his life is as empty and colorless as the name implies. 

Perhaps I know the reason why this novel touched me this much. 

It somewhat resonates what I’m going through, my current state of mind. The book stirred those deep feelings I wasn’t even aware I have left, as well as memories from the past I tried my best to bury underneath, to resurface. It comes out as a mild shock, having to feel it all again because of just one book.  

To put it simply, the story is about a person’s self-discovery journey. It’s about growing up, struggling with pain, trying to overcome the past, and finally accepting, making peace with it. 

You can miss something in the past terribly, like how Tsukuru and his friends admitted that the times that 5 of them spent together was once in a lifetime and nothing could resemble that kind of precious friendship ever since. At the same time, though, you realize how everything has changed so much since then. Even though something terrible that caused you so much pain did happen, once your head begins to wrap around the situation from the present viewpoint, you gradually accept that it’s better things turned out this way, the way it did. 

You lost something once special and meaningful to you, but that is life. Nothing lasts forever. Not even the pain. 

In this novel, it takes 16 years for everybody involved to resolve that pain, 16 years for someone to have the courage to apologize and forgive. 

Tsukuru may think he’s the only one suffering from the situation as he was rejected from the group. But the story tells us that everyone suffers in their own different ways as a consequence, even though all of them leads separate lives. 

“You can hide memories but can’t erase the history that produced them.” 

Perhaps I was wrong. We didn’t become desensitized by life as we grow older. We probably are better at hiding it and pretending that things are okay. We are able to feel things deeply still, but in a different way from our youth. The pain lingers longer, leaves us with wounds and scars from the past. 

The sadness is not overpowering us and we no longer weep because of it. 

Instead, it’s etched on our skin and transformed into permanent scars, deeper than before, and eventually becomes a part of who we are. 

Review: Rhythm Cycling, Absolute You 

ช่วงนี้ positive energy มาเต็ม 🙂 อยากทำอะไรใหม่ๆ อยากเจอคนใหม่ๆ รู้สึก…โล่ง ไม่ติดกับอะไรหรือใคร อาจจะลืมไปก็ได้ว่าการเป็นโสดจะรู้สึกมีอิสระได้เต็มที่ขนาดนี้ (“จริงๆตอนนี้ก็ดีนะ” ไม่ใช่ “ตอนนั้นก็ดีนะ” 55) อยากทำอะไรก็ได้ทำ และก็ค้นพบว่ามีอะไรน่าสนใจให้เราทำอีกเยอะมากๆในชีวิต เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ารู้สึกมีพลังแง่บวกกับชีวิตแบบนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไร! 

พล่ามมาเยอะไป55 แค่อยากจะมารีวิวคลาสปั่นจักรยานแบบใหม่ที่เรียกว่า Rhythm cycling ที่เราเพิ่งมีโอกาสได้ไปลองที่ Absolute You…คือ Absolute Yoga & Pilates เดิมนั่นแหละ แต่ rebrand ใหม่ 

ตอนแรกเราเห็น Rhythm cycling จาก IG ของโมเมที่ตามอยู่มั้ง แต่ไม่ได้สนใจ เพราะคิดว่าน่าจะเป็น spinning class ธรรมดาเหมือนฟิตเนสทั่วไป แค่มี gimmick ปั่นในที่มืดๆแสงไฟสีๆเฉยๆ แต่พอมาอ่านเจออีกทีในคลีโอ ปรากฏว่า…เขาบอกว่าไม่ใช่แค่ปั่นธรรมดาๆนะ แต่อันนี้คือการ dance on a bike! เต้นประกอบจังหวะเพลงมันๆแดนซ์ๆ พอเราได้ยินคำว่าเต้น+เพลงปุ๊บ แน่นอนว่าเข้าทางมาก อยากไปลองทันที แล้วก็บังเอิ๊ญ บังเอิญ ได้ free trial class มาลองสมใจ พร้อมลากคุณเพื่อนไปด้วยค่ะ 🙂 


สถานที่ 

Absolute Cycle ตอนนี้มี 2 ที่ให้ลอง คือ The Commons ทองหล่อซ.17 และตึกอัมรินทร์พลาซ่า ชั้น11 ซึ่งเป็น flagship store ด้วย เพิ่ง renovate ใหม่ สวยเชียว เราไปลองมาที่อัมรินทร์นี่แหละ 

อุปกรณ์

เตรียมชุดออกกำลังกายมาอย่างเดียว Absolute มีห้องอาบน้ำ ผ้าเช็ดตัว ผ้าขนหนูผืนเล็กซับเหงื่อวางไว้ที่จักรยานเตรียมให้ มีรองเท้าสำหรับปั่นจักรยานโดยเฉพาะให้ด้วย พื้นรองเท้าตามรูป หน้าตาประหลาดมาก พอใส่เดินแล้วจะเหมือนอยากหงายหลัง ใส่รองเท้ากลับด้าน ตัวนี้เรามารู้ทีหลังตอนเข้าไปปั่นว่า รองเท้าจะมีปุ่มลงล็อคกับที่ปั่นจักรยานได้พอดีเลย


ลักษณะคลาส

Foundation 

สำหรับคนเข้าคลาสครั้งแรก จะมีสอนปรับจักรยานก่อน ประมาณ 15 นาที ครูจะสอนแนะนำอุปกรณ์ทั้งหมด สอนวิธีใส่รองเท้าเข้าที่ปั่นด้วย (ยากสุดละ) วิธีปรับ resistance และเตรียมให้เราหยิบ dumbbell 2 อันมาวางบนที่วางจักรยาน สอนวิธีการวาง position มือบนบาร์จักรยานว่ามีทั้งหมด 4 positions

Absolute Beats Class

พอปรับจักรยานเป็นแล้วก็เริ่มปั่นกันได้เลย! ปิดไฟกันมืดๆปั่นพร้อมเพลงนี่ล่ะ ถ้าใครใส่เสื้อสีสดๆมาคือนีออนเรืองแสงแบบชัดเจนมากค่ะ

คลาสนี้เขาจะไม่ให้เรานั่งปั่นกันค่ะ 80% ของคลาสคือให้ยืนปั่น โดยวิธีการคือ ยืนขึ้น ยื่นก้นออกไปด้านหลังให้มากที่สุด แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าปั่น position เดียวกับการ squat เลย แต่ทำบนจักรยานและปั่นไปด้วย ถ้าคนไม่เคยทำมาก่อน รับประกันความเมื่อยแน่นอน! 

แต่ละเพลงที่ปั่นจะคุ้นหูกันทั้งนั้น Sorry – Justin Bieber, This is what you came for – Calvin Harris etc มีการออกท่าออกทาง combo หลายอย่างดีมาก เช่น push up กับบาร์จักรยาน ก้มปั่นแล้วยกแขนซ้ายทีขวาที ก้มปั่นพร้อมเอามือแตะอกสลับกันไปมา ปั่นพร้อมเอียงตัวไปซ้ายและขวา มีช่วงเบรคคือ dumbbell นี่แหละ! ยกขึ้นๆลงๆหลายท่า พร้อมขาที่ปั่นอยู่ มีช่วงให้ปั่นสปีดเร็วๆ พร้อมจังหวะเพลง ยากตรงปั่นให้ทันจังหวะนี่แหละ ครั้งแรก เรามั่วซะมาก ปั่นจังหวะตามใจฉันอยู่ค่ะ55


ชอบ energy ครูสอนที่เขาพยายาม build ดี พูดย้ำตลอดว่า “ถ้าเราคิดว่าทำได้ เราก็ต้องทำได้” “รู้ว่าเมื่อย แต่มันต้องเมื่อยค่ะ ถูกแล้ว!” จะมีช่วงขอเสียงกรี๊ดดังๆ ซึ่งปลดปล่อยดีมากเลย 

ราคา

ถ่ายรูปเก็บมาไว้พอดี เหมือนจะมีโปรโมชั่นเปิดใหม่เดือนนี้ แต่ราคาโหดร้ายใช้ได้ตามมาตรฐาน Absolute แพงกว่าโยคะอีก ถึงแม้ว่าราคานี้จะเหมาเล่นได้ทั้งโยคะ พีลาทีส และ cycling หมดเลยก็เถอะ


ความรู้สึก

  • แปลกดีนะ ใหม่ดี เต้นบนจักรยานจริงๆอะ
  • เขาบอกว่าเป็นคาร์ดิโอ และหลายคนเหงื่อแตกพลั่กมากหลัง 45 นาที แต่สำหรับเรา…ไม่เหนื่อยขนาดนั้นแฮะ ช่วงหลังๆเป็นแบบนี้ตลอดคือออกกำลังกายแบบคลาสจะไม่เหนื่อยเหมือนตอนเทรนกับเทรนเนอร์ตัวเองที่เหงื่อออกและหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกเลย แต่พอมาออกในคลาสจะมีเหงื่อแค่ซึมๆ ไม่ฟินเท่าที่ควรค่ะ หลังๆติดอยากให้เหงื่อออก เพราะรู้สึกดีกว่ามากๆๆ
  • วันรุ่งขึ้นจะรู้สึกเมื่อยต้นขาและก้นตามปกติ แต่ถ้าไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนอาจจะมีปัญหากับการเดินลงบันได ร้องโอดโอยได้นะคะ
  • สถานที่ที่อัมรินทร์ดีมาก ทุกอย่างใหม่เอี่ยม คงเพราะเพิ่งเปิดมาได้เดือนเดียว
  • ครูสอนน่ารัก พลังงานเต็ม positive energy FTW!
  • ติงอย่างเดียว ราคานี่แหละ!