Review: L’Oreal Rouge Magique Lipstick รีวิวลิปแมตใหม่ล่าสุดจากลอรีอัล

ช่วงนี้กำลังวุ่นวายวอแวกับลิปสติกสีมืดๆ (?) อยากได้โทนน้ำตาลกว่าปกติ สืบเนื่องจากโดนยุจากสาวๆในออฟฟิศนี่แหละค่ะ! ตามเทรนด์สมัยนี้ที่เน้นลิปแมต ลิปจิ้มจุ่มสีนู้ดๆ ดิฉันก็ขอลองลิปชาวบ้านเขาไปทั่ว (นี่อาชีพบล็อกเกอร์หรา?) นั่งหมกมุ่นหาอยู่หลายแบรนด์มาก

ปกติเราจะไม่ค่อยใช้สีมืดๆเท่าไร โดนยุว่าลองเปลี่ยนลุคดูสิ สีเข้มๆน้ำตาลๆก็สวยดีนะ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าแนว coral ที่ปกติทา

ไปกรี๊ดๆๆๆที่ร้าน Sephora กับตัว Burberry liquid lip velvet No.5 Fawn (สีที่ 2 จากซ้าย) ลิปแมตจิ้มจุ่มของ Burberry สีนี้คือใช่!!!!!! คือดีงามมากกกกกก กรีดร้อง Texture แมตกำลังดี ทาแล้วติดทน ปากไม่แห้ง แต่มันหมด!!!!!!!! อยากจะร้องไห้ ขาดใจ อดค่ะ ไม่รู้ด้วยว่าของจะเข้าเมื่อไร พนักงานไม่สามารถให้คำตอบได้ มีเพื่อนตามหาสีนี้มา 2 เดือนเต็มแล้วก็ยังไม่ได้ของค่ะ อะไรจะ high demand กันขนาดนี้ T____T

burberryliquidlipvelvetcreammatteglosswatches.jpg

ด้วยความที่หมกมุ่น ก็ไปเดิน Boots แก้เครียด(?) แล้วอยู่ดีๆก็ไปสอยลิปของลอรีอัลมาซะงั้น! ทั้งที่ไม่ได้มองยี่ห้อนี้ไว้เลย ที่สะดุดเพราะโดนโฆษณาจังๆ (ทำ Marketing แท้ๆ แต่ก็ตกเป็นเหยื่อเอง ทุกครั้งค่ะ!) ว่าเป็น Comfort Matte ก็เลยคิดว่าต้องเป็นลิปแมตที่ไม่ทำให้ปากแห้งมากแน่ๆ เพราะเราเป็นคนปากแห้งมากจริงๆ ถ้าทาแมตมากคือแห้ง ตกร่องแน่นอน

สำหรับเราเรื่อง celebrity endorsement ไม่มีผลกับการตัดสินใจซื้อนะ แต่เห็นรูปชมพู่โฆษณาสีที่เราอยากได้พอดี สีจะออกเข้มๆนิดนึง สีช็อคโกแลต เบอร์ 933 Cashmere Delicat

พอมาอ่านรีวิวเลยมารู้ทีหลังว่า สีที่ซื้อมาเป็นลิปรุ่นใหม่ล่าสุดของลอรีอัล เพิ่งเปิดตัว และสีที่เราชอบคือสีที่ชมพู่จะใช้ทาไปงานเมืองคานส์ปีนี้ (อ่านเจอมา จริงมั้ยไม่รู้นะ 55)

18013437_172342183289286_3712932943161720832_n.jpg

Review: L’oreal Rouge Magique #933 Cashmere Delicat

image3.JPG

Texture

ทาแล้วลื่นสบายปากมากจริงๆ ปาดลงแล้วเนียนติดปากเลย สมกับชื่อ Comfort Matte นะ ไม่รู้สึกแห้งแบบลิปจิ้มจุ่ม แต่ข้อเสียคืออาจจะต้องปาดเน้นๆนิดนึง ย้ำๆสัก 3-4 รอบ กว่าจะได้สีชัดออกมา แต่ก็คุณภาพตามราคาแหละ

ส่วนคนที่อยากได้ลิปลุคแมตมากๆ ตัวนี้อาจจะไม่เหมาะเท่าไร เพราะเนื้อจะไม่แมตมาก มีความฉ่ำอยู่นิดหน่อย แต่ในรูปอาจจะดูวาวมากเพราะเราทาลิปมันลงก่อน ถ้าไม่ทาจะไม่วาวขนาดนี้

image1 (1)

Price

349 บาท ถึงบอกว่าถ้าต้องปาดหลายรอบนิดหน่อยกว่าสีจะชัดก็ไม่บ่น เพราะราคาเบาสบายกระเป๋ามาก (ไม่สามารถเอาไปเทียบกับ Burberry แท่งละ 1,300 ได้นะคะ) เราซื้อที่ Boots เหลือ 269 คิดว่าคงมีโปรโมชั่นด้วย

Package

ธรรมดาค่ะ ตามราคา สีชมพูวาวๆตัดกับสีดำด้านๆ ไม่มีอะไรหวือหวา เปิดปิดง่าย สะดวกดี

Verdict

ส่วนตัวเราชอบนะ ได้สีน้ำตาลช็อคโกแลตแบบที่ตามหา ทาแล้วปากไม่แห้ง ทาลื่น เนื้อเนียนนุ่ม สบายปาก ไม่ตกร่อง ดีตรงนี้ แฮปปี้มากๆ ระงับความหมกมุ่นไปได้ชั่วคราว!

image2
ถ่ายเทียบให้ดูว่าสีลิปนี่สีเดียวกับประตูห้องเลยค่ะ match กันสุดๆ!!! (ใช่เหรอ)

(ขอกระซิบว่าสีอื่นๆก็สวยนะ เราชอบสีนู้ดชมพูอมน้ำตาลเบอร์ 931, 932 ด้วย มีทั้งหมด 10 สี เป็น Limited edition วีดีโอทำน่ารักดี)

Advertisements

Swan Lake Ballet (Bangkok’s 18th International Festival of Dance & Music)

ขอเขียน (แกมบ่น) เป็น bullet point แบบลวกๆ ภาษาแบบสุกเอาเผากิน ประสบการณ์การดูบัลเล่ต์ครั้งแรกในชีวิต


-Theme of the night = พัง!

เป็นวันที่พังมาก! เราชะล่าใจออกจากออฟฟิศเลทไปหน่อย ปรากฏว่า MRT คนเยอะมาก ขนาดยอมนั่งเลยไปอีกสถานีนึงเพื่อจะขึ้นรถไฟให้ได้ก็ยังรอเป็นชาติ กว่าจะลากสังขารไปถึงสถานีศูนย์วัฒนธรรมได้ก็อ่อนระโหยโรยแรงแถมลุ้นอีกว่าจะไปทันไหม ยังไม่พอ ไปถึงฝนก็ตก ต้องรีบนั่งพี่วินไปต่อ เพราะไม่งั้นจะไปไม่ทัน เปียกสิคะ! แถมตอนพี่วินขี่ย้อนศรย้อนเลนกลางสี่แยก ฉันนี่หัวใจจะวายตาย นึกว่าจะได้ตายกลางสายฝนก่อนดูบัลเล่ต์ สวอนล้งสวอนเลค tragedy อะไรนี่ไม่ต้องไปดูละ เพราะ tragedy จริงคือฉันตายก่อน งี้

-ตอนเบียดหน้าติดหลังคนใน MRT กับตอนซ้อนท้ายพี่วินกลางสายฝน พี่วินยื่นหมวกกันน็อค(มีกลิ่นตุๆ)ให้ใส่เพราะหัวเราจะได้ไม่เปียกมาก (ขอบคุณนะคะ) ในขณะที่เราแต่งเดรสดำ ถือกระเป๋า Mulberry ใส่ส้นสูง3นิ้ว แต่งตา smokey eyes แวบนึงก็คิดขึ้นมานะว่าเป็น irony ประเทศโลกที่สามจัง จ่ายเงิน 3,000 มาดูบัลเล่ต์ แต่งตัวสวย แต่คุณภาพขนส่งมวลชนและการเดินทางติดลบ ถึงสถานที่ก็เน่าและเปียกได้ที่พอดี กรุงเทพมหานคร ชีวิตดีดีที่ลงตัว

แต่เราไม่ได้ดราม่าหนักแบบ Facebook post นี้นะ คนแชร์เยอะเชียว คงเพราะเราตระหนักอยู่แล้วว่านี่คือคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพ เสน่ห์กรุงเทพจริงๆ…มีครบทุกรสชาติดีค่ะ (ไม่แน่ใจตัวเองว่าประชดหรือพูดจริง อาจจะทีเล่นทีจริง…)

– Swan Lake รอบนี้ เป็นวันเปิด Bangkok Dance Festival วันแรก พระเทพเสด็จ มีแต่คนแต่งตัวไฮโซๆ จัดเต็มกันทั้งน้าน

– หิวมาก! มาถึงกะรีบหาอะไรยัดเข้าปากกิน แต่มีอาหารแค่ Canape แซนด์วิช 3 คำเล็กๆให้กิน ด้วยราคา 120 บาท! จากโรงแรมดุสิต จะเป็นลมตาย จำใจจ่าย กินเข้าไปนึกว่ากินลม ไม่เหมือนมีอะไรตกถึงท้องเลย เคี้ยวทุกอย่างหมดภายใน 5 นาที

-หิวน้ำมาก! แต่น้ำที่ขายมีแค่ Evian or Perrier ในราคา 110 บาท โอ้มายก๊อด น้ำที่แพรีสยังถูกกว่านี้! อกอีแป้นจะแตก (ใครคืออีแป้น?) แถมคนต่อคิวเยอะ อดซื้ออีก ทนคอแห้งไปค่ะ


-การแสดงมีทั้งหมด 3 องก์ ระหว่างองก์จะมี intermission ประมาณ 20 นาที องก์แรกยาวมาก! ประมาณ 70 นาทีมั้ง จากมุมมองคนทั่วไปที่ไม่มีความรู้แบบเรา รู้สึกว่าเวิ่นเว้อไป เต้นไปมาแบบเดิมๆ ฉากวังเวิ่นเว้อมากๆ

-ระยะเวลาการแสดง 19:30-23:00 ยาวๆไปค่ะ! หาวไปประมาณ 456 ที ระหว่างดูไปก็คิดเยอะมาก เหม่อลอย ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยซะงั้น ทั้งเรื่องที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกะบัลเล่ต์ (อ้าว) สงสัยหลายอย่าง เช่น นักแสดงจำได้ไงว่าต้องเต้นอะไรตอนไหน สำหรับเรามันดูเหมือนกันหมด / ทึ่งด้วยกับคนที่เรียนบัลเล่ต์ การขยับเขยื้อนร่างกายเขาเหมือนไม่ใช่คนจริงๆ เป็นคนไม่มีกระดูก ทำกันได้ยังไงนะ / กว่าจะเต้นกันได้ถึงขนาดนี้ เท้าห้อเลือด เล็บหลุดกันไปกี่ครั้ง แค่คิดยังขนลุก / สงสัยต่อว่าอาชีพนักแสดงบัลเล่ต์มืออาชีพจะเป็นยังไง รู้สึกอยากอ่านสัมภาษณ์นักแสดงขึ้นมาทันที เดี๋ยวจะไปหาอ่าน / อยากรู้ว่านักแสดงบัลเล่ต์ผู้ชายมีแรงบันดาลใจอะไรที่ทำให้ชอบเต้น เพราะพอนึกถึงการเต้นบัลเล่ต์เราจะนึกถึงผู้หญิงก่อน จริงไหม ผู้ชายชอบเต้นอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ / อยากดูหนังเรื่อง Swan Lake รู้สึกพลาดที่ยังไม่ได้ดู ทุกคนบอกว่าดีมากๆ

-Swan Lake theme ติดหูจริงๆ ได้ยินไม่รู้กี่รอบ

-เหมือนมีท่อนนึงระหว่างการแสดง เราน่าจะเคยเล่นเปียโนท่อนนั้นมา ของ Tchaikovsky นี่ล่ะ Flashback ไปถึงตอนเรียนเปียโนซะงั้น! ตอนขยันซ้อม นึกถึงครูญี่ปุ่นที่เคี่ยวเข็ญเราให้สอบให้แข่ง นึกถึงตอนม.2ไปเล่นที่ Goethe แล้วเล่นผิดหนักมากและรู้สึกขายหน้ามาก (Impromptu Op.90 No.2 in E-flat Major ของ Schubert โน้ต 10 หน้า ซ้อมร้อยรอบ วันจริงเล่นแหว่งไปเกือบ 2 หน้า จำได้ดี ลงเวทีมาแล้วจะร้องไห้) เรียนมา 10 ปี พอเลิกเรียนก็ไม่เคยแตะเปียโนอีกเลย ยังสงสัยและหาคำตอบจากตัวเองไม่ได้ว่าเพราะอะไร…จนถึงทุกวันนี้ สรุปนี่ฉันไม่ได้รักการเล่นเปียโนเลยเหรอ?

-ตีความบัลเล่ต์ไม่ออก! ดูแล้วงงว่าฉากนี้สื่อถึงอะไร เรานี่งงตอนจบค่ะว่าจะตีความอย่างไร สรุป happy ending หรือพระเอกกับนางเอกตาย ต้องมาหาเรื่องย่ออ่านอีกรอบ ถือว่าสกิลการตีความกาก ไม่ผ่านสินะ


-นั่ง discuss เรื่องการตีความ ฉาก อารมณ์ตัวละคร ช่วง intermission กับเพื่อนๆ เช้าวันรุ่งขึ้นยังมีการไลน์คุยกันในกรุ๊ป เพราะต่างคนต่างข้องใจ รู้สึกว่าการทำอะไรแบบนี้อักส๊อนอักษรมาก ไม่เคยทำแบบนี้กับเพื่อนคนอื่นนอกคณะเลยแฮะ

-คิดถึงวิชา Intro to Dramatic Arts ที่คณะ…ในแง่ที่ว่าพอเรียนจบมาแล้วเราไม่สามารถกลับไปดูหนังแบบไม่ค่อยคิดอะไรได้อีก ไม่รู้เพื่อนที่คณะคนอื่นเป็นเหมือนเราไหมนะ แต่ถ้ามาดูละครเวที ละครเพลง หนังบางแนว (ที่ไม่ตลาดมาก) หรือบัลเล่ต์อย่างคราวนี้ จะรู้สึกว่าต้องตีความในหัวตลอดเวลา ฉากนี้สื่อถึงอะไร การที่ตัวละครทำแบบนี้คือจะเป็นสัญญาณปูไปสู่ฉากต่อไปหรือเปล่า สัญลักษณ์ในเรื่องมีอะไรบ้าง ได้ข้อคิดอะไรจากเรื่องนี้บ้าง เป็นการดูแบบเก็บรายละเอียดมากขึ้นมากๆ และเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ เหมือนสมองโดนจูนไปให้คิดแบบนี้แล้ว

-กลับบ้านอย่างหมดสภาพที่สุด ทั้งหิวทั้งง่วง และเหนื่อยมาก หาวไม่รู้กี่รอบ แต่ขนาดง่วงมากอยากจะนอนก็นอนไม่ได้เพราะหิวโซ คอแห้งอีก ต้องคุ้ยหาอะไรกินในตู้เย็นตามมีตามเกิดก่อนนอน บอกแล้วว่า theme พัง! ของจริง

-รูปใน IG (ซ้าย) คือมายา แต่ใน IG stories (ขวา) คือของจริง