Review: L’Oreal Rouge Magique Lipstick รีวิวลิปแมตใหม่ล่าสุดจากลอรีอัล

ช่วงนี้กำลังวุ่นวายวอแวกับลิปสติกสีมืดๆ (?) อยากได้โทนน้ำตาลกว่าปกติ สืบเนื่องจากโดนยุจากสาวๆในออฟฟิศนี่แหละค่ะ! ตามเทรนด์สมัยนี้ที่เน้นลิปแมต ลิปจิ้มจุ่มสีนู้ดๆ ดิฉันก็ขอลองลิปชาวบ้านเขาไปทั่ว (นี่อาชีพบล็อกเกอร์หรา?) นั่งหมกมุ่นหาอยู่หลายแบรนด์มาก

ปกติเราจะไม่ค่อยใช้สีมืดๆเท่าไร โดนยุว่าลองเปลี่ยนลุคดูสิ สีเข้มๆน้ำตาลๆก็สวยดีนะ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าแนว coral ที่ปกติทา

ไปกรี๊ดๆๆๆที่ร้าน Sephora กับตัว Burberry liquid lip velvet No.5 Fawn (สีที่ 2 จากซ้าย) ลิปแมตจิ้มจุ่มของ Burberry สีนี้คือใช่!!!!!! คือดีงามมากกกกกก กรีดร้อง Texture แมตกำลังดี ทาแล้วติดทน ปากไม่แห้ง แต่มันหมด!!!!!!!! อยากจะร้องไห้ ขาดใจ อดค่ะ ไม่รู้ด้วยว่าของจะเข้าเมื่อไร พนักงานไม่สามารถให้คำตอบได้ มีเพื่อนตามหาสีนี้มา 2 เดือนเต็มแล้วก็ยังไม่ได้ของค่ะ อะไรจะ high demand กันขนาดนี้ T____T

burberryliquidlipvelvetcreammatteglosswatches.jpg

ด้วยความที่หมกมุ่น ก็ไปเดิน Boots แก้เครียด(?) แล้วอยู่ดีๆก็ไปสอยลิปของลอรีอัลมาซะงั้น! ทั้งที่ไม่ได้มองยี่ห้อนี้ไว้เลย ที่สะดุดเพราะโดนโฆษณาจังๆ (ทำ Marketing แท้ๆ แต่ก็ตกเป็นเหยื่อเอง ทุกครั้งค่ะ!) ว่าเป็น Comfort Matte ก็เลยคิดว่าต้องเป็นลิปแมตที่ไม่ทำให้ปากแห้งมากแน่ๆ เพราะเราเป็นคนปากแห้งมากจริงๆ ถ้าทาแมตมากคือแห้ง ตกร่องแน่นอน

สำหรับเราเรื่อง celebrity endorsement ไม่มีผลกับการตัดสินใจซื้อนะ แต่เห็นรูปชมพู่โฆษณาสีที่เราอยากได้พอดี สีจะออกเข้มๆนิดนึง สีช็อคโกแลต เบอร์ 933 Cashmere Delicat

พอมาอ่านรีวิวเลยมารู้ทีหลังว่า สีที่ซื้อมาเป็นลิปรุ่นใหม่ล่าสุดของลอรีอัล เพิ่งเปิดตัว และสีที่เราชอบคือสีที่ชมพู่จะใช้ทาไปงานเมืองคานส์ปีนี้ (อ่านเจอมา จริงมั้ยไม่รู้นะ 55)

18013437_172342183289286_3712932943161720832_n.jpg

Review: L’oreal Rouge Magique #933 Cashmere Delicat

image3.JPG

Texture

ทาแล้วลื่นสบายปากมากจริงๆ ปาดลงแล้วเนียนติดปากเลย สมกับชื่อ Comfort Matte นะ ไม่รู้สึกแห้งแบบลิปจิ้มจุ่ม แต่ข้อเสียคืออาจจะต้องปาดเน้นๆนิดนึง ย้ำๆสัก 3-4 รอบ กว่าจะได้สีชัดออกมา แต่ก็คุณภาพตามราคาแหละ

ส่วนคนที่อยากได้ลิปลุคแมตมากๆ ตัวนี้อาจจะไม่เหมาะเท่าไร เพราะเนื้อจะไม่แมตมาก มีความฉ่ำอยู่นิดหน่อย แต่ในรูปอาจจะดูวาวมากเพราะเราทาลิปมันลงก่อน ถ้าไม่ทาจะไม่วาวขนาดนี้

image1 (1)

Price

349 บาท ถึงบอกว่าถ้าต้องปาดหลายรอบนิดหน่อยกว่าสีจะชัดก็ไม่บ่น เพราะราคาเบาสบายกระเป๋ามาก (ไม่สามารถเอาไปเทียบกับ Burberry แท่งละ 1,300 ได้นะคะ) เราซื้อที่ Boots เหลือ 269 คิดว่าคงมีโปรโมชั่นด้วย

Package

ธรรมดาค่ะ ตามราคา สีชมพูวาวๆตัดกับสีดำด้านๆ ไม่มีอะไรหวือหวา เปิดปิดง่าย สะดวกดี

Verdict

ส่วนตัวเราชอบนะ ได้สีน้ำตาลช็อคโกแลตแบบที่ตามหา ทาแล้วปากไม่แห้ง ทาลื่น เนื้อเนียนนุ่ม สบายปาก ไม่ตกร่อง ดีตรงนี้ แฮปปี้มากๆ ระงับความหมกมุ่นไปได้ชั่วคราว!

image2
ถ่ายเทียบให้ดูว่าสีลิปนี่สีเดียวกับประตูห้องเลยค่ะ match กันสุดๆ!!! (ใช่เหรอ)

(ขอกระซิบว่าสีอื่นๆก็สวยนะ เราชอบสีนู้ดชมพูอมน้ำตาลเบอร์ 931, 932 ด้วย มีทั้งหมด 10 สี เป็น Limited edition วีดีโอทำน่ารักดี)

Advertisements

Cambodia: สามวัน ณ เสียมเรียบ

เป็นทริปสั้นๆที่เกินคาดมากมาย! ทริปที่จองกันไว้ตั้งแต่ครึ่งปีก่อนเพราะมีโปรแอร์เอเชีย จองไว้นานจนลืม! เพื่อนมาชวนแบบงงๆ เราก็ตกลงแบบงงๆ “เออ ไปก็ไปวะ” ทั้งที่ใจจริงคือปักใจเชื่อว่าฉันต้องไม่ชอบเสียมเรียบแน่ๆ! ดูยังไงก็ไม่น่าใช่แนวฉันแน่ๆ! ไปดูซากปรักหักพัง (AKA.นครวัด) 3 วันฉันต้องเบื่อแน่ๆ! แต่ไหนๆก็ไหนๆ…ไม่รู้อะไรดลใจให้ตอบตกลงไป ถือว่าลองอะไรแปลกๆ “ที่ไม่ใช่เรา” ดูบ้างละกัน


ทริปนี้ตามเพื่อนอย่างเดียวค่ะ เพราะมีเพื่อนคนนึงเคยไปมาแล้ว เราก็ไปแบบงงๆ (คอนเซปต์ทริปนี้คืองงทุกอย่าง) ไม่ได้ทำอะไรเองเลยสักอย่าง เงินยังฝากเพื่อนแลก (กราบขอบพระคุณคุณเพื่อนผู้น่ารักมา ณ ที่นี้)


มาคิดๆดูสิ่งที่เกินคาดของทริปนี้ก็ตามนี้เลย


1)เปลี่ยนความคิดตัวเองได้

คิดว่าเราไม่น่าจะเอนจอยการเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน เคยไปฮานอยแล้วไม่ปลื้มเลย วุ่นวาย ไม่ชอบอาหารอีก แล้วทริปนี้เป็นเขมรก็ไม่รู้จะออกหัวออกก้อย กลัวว่าเราจะไม่ชอบอีก


แต่…ผิดคาดทุกอย่าง! ชอบค่ะบอกเลย! แก…เสียมเรียบมันชิวนะ! เมืองมันก็มีแค่นั้นแหละ ไม่ได้วุ่นวายอะไร เดินไปไหนมาไหนก็ง่าย ไปนครวัดก็นั่งตุ๊กตุ๊กทั้งวัน แดดแรงจริงแต่ก็มีลมพัดเย็นๆ เฮ้ย…คือดีอะ! ชอบความชิวๆสบายๆไม่เร่งรีบนี้! ถนนอะไรคนก็ขับมั่วๆนะ เส้นแบ่งเลนก็ไม่มี แต่ชีวิตก็ดำเนินไปได้ตามแบบของมัน ดูสบายๆไม่รีบร้อนดี มีเสน่ห์ในตัวมันอีกแบบดีนะ


ขนาดกางเกงช้างที่เราไม่คิดจะใส่ยังยอมใส่เลย พอใส่แล้วก็ชอบ เปลี่ยนความคิดค่า



2)ตื่นเช้าตอนตี4ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นได้

อาจฟังดูงี่เง่านะ การตื่นตี4ดูเล็กน้อยใช่ไหม แต่เราเกลียดการตื่นเช้ามากกกกกกกก เคยตื่นตี4ครั้งเดียวมั้งตอนบินไปโคเปนเฮเกน แล้วเกลียดความรู้สึกซอมบี้นั้นมาก ไม่โอเคสุดๆ เหมือนผี ถ้าต้องทำก็ทำได้แหละ แต่ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยาก


แต่ครั้งนี้…เฮ้ย เราโอเคอะ ตื่นได้ สดชื่นด้วย แถมอากาศตอนตี5-6โมง ดีนะ สดชื่น ไม่ร้อน มีลมพัด ถึงจะไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเพราะเมฆบัง(ความซวย)แต่ก็ดีใจที่ได้ตื่นเช้ามืด ได้มาเห็นแสงแดดอ่อนๆตอนเช้า ฟ้าค่อยๆสว่าง เราแทบไม่เคยตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นเลย พอได้มาดูแล้วฉากหลังเป็นนครวัด รู้สึกเป็น privilege ในชีวิตอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกสงบแบบเรียบง่าย ดีนะ


จริงๆทริปนี้ตื่น6โมงเช้าตลอด รู้สึกรักอากาศตอนเช้ามาก แดดอุ่นๆ อากาศ 22 องศาเย็นๆ เดินเล่นดูซากปรักหักพังแบบหลีกหนีผู้คน ชิวมากแบบสงบใจดี



3)ร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก

เราเป็นคนที่เฉื่อยแฉะ ไม่ขยับตัวมาตลอดชีวิต ชอบเดินบนพื้นราบ แต่นอกจากนั้นไม่เอาเลย ขึ้นบันไดนิดหน่อยก็หอบ เกลียดการขยับตัวเป็นชีวิตจิตใจมาทั้งชีวิตจริงๆ


ทริปนี้ได้เทสตัวเองหลังจากออกกำลังกาย weight training มา 1 ปีเต็ม เราปีนขึ้นวัดสูงๆชันๆในนครวัดได้โดยไม่รู้สึกอะไรเลย! ย้ำ…ไม่เหนื่อย ไม่หอบอะไรทั้งสิ้น คือรู้สึกเฉยๆเหมือนเดินบนที่ราบธรรมดา เราเข้าใจนะว่ามันคงเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับคนอื่นๆ นี่ไม่ใช่การปีนเขาอะไร แค่ปีนขึ้นบันไดชันๆ แต่เราภูมิใจกับตัวเองอะที่เราเปลี่ยนตัวเองมาได้ขนาดนี้ กำลังขาแข็งแรงมาก บอกเลยว่าปีนไปก็นึกขอบคุณเทรนเนอร์ ขอบคุณ leg day และ squat กับ barbell


ปีนี้เราจะ 30 แต่เราคิดว่าร่างกายเราฟิตกว่าตอนอายุ 18 อีก พอร่างกายมีพลัง ไม่เฉื่อย มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ดีโคดๆแบบไม่รู้จะพูดยังไง แบบที่เราไม่เคยรู้สึกมาทั้งชีวิตน่ะ! รู้สึกตกใจกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเอง และดีใจจริงๆนะ

(นี่คือท่าเตรียมทำ leg lunge เหรอ? ขาตั้งฉากซะ 5555)

(อ้อ แต่สุดท้ายก็ยอมแพ้กับเปลวแดดนะ งอแงเพราะหิวกับร้อน ผิวไหม้จริง55)



4)มีบาลานซ์ระหว่าง exploring & chilling

คงเป็นการเที่ยวที่ถูกจริตกับตัวเองมั้ง ตื่นแต่เช้าจริง แล้วก็เที่ยวลุยในนครวัด 3วันไปมาหลายวัดมาก นับไม่หวาดไม่ไหว แต่ไม่รีบเลย เพราะเพื่อนเราเป็นสายถ่ายรูป จะค่อยๆหามุม ค่อยๆดู ค่อยๆถ่าย ซึ่งไม่มีใครเร่งอะไรใครทั้งสิ้น เดินไป ถ่ายไป นั่งบ้าง คุยเรื่องปัญหาชีวิตก็มี วิจารณ์เรื่องสังคมไทย เม้าเรื่องเขมรกับสิ่งที่เจอ คุยเรื่องหนัง คุยเรื่องจิปาถะหลายอย่าง อยากทำอะไรก็ทำ ทุกคนทำตามสบาย


พอบ่ายๆเย็นๆก็มานั่งคาเฟ่ ใครอยากอ่านหนังสือก็นั่งอ่าน อยากนอนก็งีบไป อยากกินก็กิน เราก็แยกไปนวดเท้ากับสปาเพราะเราชอบแต่เพื่อนไม่ อยากเดินดูอะไรก็ดู อาหารอร่อยด้วยแหละเลยฟิน เรารักเบอร์เกอร์ พิซซ่าเตาถ่าน และเฟรนช์ฟรายใน pub street มาก จะอร่อยอะไรได้ขนาดนั้น พิซซ่าแป้งบางกรอบนี่ยอมเลยนะ



5)คนร่วมทริปดี

สุดท้ายอาจจะแค่นี้ก็ได้นะ เพราะเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ พอสบายใจอะไรๆก็ดี เราชอบเที่ยวกันน้อยๆคนอยู่แล้ว ยิ่งเป็นคนที่รู้สไตล์กันอยู่แล้วยิ่งง่าย ไม่เยอะ ไม่ปวดหัว ไปเที่ยวควรจะสบายใจ ไม่ใช่มาเครียดเรื่องคนร่วมทริปอีก


สรุปว่าติดใจค่ะ อยากหาโอกาสไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านให้มากขึ้นกว่านี้ ไม่รู้มีที่ไหนน่าไปบ้าง คิดแวบๆเหมือนกันว่าหลังจากนี้ควรลองหาที่น่าชิวที่ปลอดภัยหน่อยแล้วลองไปไหนคนเดียวดูสั้นๆเป็นการชิมลางดีไหม เป็นทริปสโลว์ไลฟ์เบาๆก่อนก็ได้ challenge เที่ยวคนเดียวนี่ไม่กล้าซะทีสิน่า น่ารำคาญความขี้ขลาดของตัวเองจริงๆ! ขอแปะไว้ก่อนนะคะ


ขอสารภาพว่ากลับมายืนเบียดๆในBTSวันแรกยังแอบคิดถึงการนั่งตุ๊กตุ๊กมีลมเย็นๆพัดผ่านหน้าตอน 7 โมงเช้าอยู่เลยแหละ

Existential dread: One day at a time 


It will never, ever completely go away, I’m almost certain by that. But I’ve just found some ways to alleviate this dread! (Ten exclamation marks wouldn’t cut it!!!!!!!!!!!!)

For a couple of months now, I suspect sticking to exercise is a part of the ritual. If anyone asks me why I exercise, I give them the reasons they expect to hear (And partially true!) “Oh, it helps cure my office syndrome almost completely. I feel amazing with no shoulder pain after I started weight training.” “It gives me strength.” “I feel more energized” Or anything along those lines.

If we are close enough and I presume that you will not look at me like I’m a mad woman, if the conversation flows allowed it, I might admit that there’s some other underlying motive, that I can stick to this exercise routine because, in one way or another, it helps dealing with existential crisis.

“I exercise to escape the existential dread.”

Oh yeah.

Think I’m crazy yet? Maybe, just maybe, I might write another blog post on this, some day.

(Or maybe never).

Exercise helps with the body. But I want to write about something else that I found working for the mind.

Simple enough, I don’t need to look any further. It’s what I already enjoy doing anyway.

Reading good books really helps. Like this one. 

The book speaks to me, as if it can clarify something I have been questioning for so long. There is nothing like it; the feeling of words and sentences of paragraphs after paragraphs smacks you in the face, like it can search deep down in your soul and read your mind (Spooky). Friends are great for support, in a way that they also have struggles of their own, comforting me that “We are all in this together.” It is perfectly normal to feel messed up, to feel like a failure sometimes, even though your life is great and there is nothing wrong with it.

But no one can give me the answers. What makes me feel this way. What causes it. Why I feel the way I do. What is the purpose? What is the point of this, all of this? *Motioning hand in circle*

Psychology and philosophy help. All of this psychoanalysis seems to be exactly what I need. One example that felt poignant to me was when I read the line “One of the most basic human needs is to connect to someone” And then it elaborates on why; the history of humankind, since we were cavemen, the influence of motherly and fatherly love, tribal community and more.

OH, so THAT is the human need? THAT is our nature? Then accept it. Stop feeling like you are some weak creature, or worst guilty, when deep down there are moments you want to connect and be understood and reach out to another human being. You can’t change nature, can you?

If anything, it does help make peace with yourself. Because I see some sort of evidence, some sort of history and theory and explanation unfolding in front of my eyes. Crystallization process. It makes me understand. It gives me knowledge and gets rid of confusion. Knowledge is the power, they say?

Eye-opening. That’s how I’d call it.

I wish to find more good, “life-changing” (Ugh, I always cringe when I hear this word. But this will do for now.) books. It’s truly great for the mind. AND for the soul.

(On another note, I do want to write or summarize some key takeaways from The Art of Loving. Extraordinary book, indeed. Hopefully I’ll get around to it. It’s the kind of book that you should go back and read every year anyway.)

Will have to excuse myself for a more light-hearted book I’m currently reading now, on How to be a person in the world – modern existential advice column that is promised to be really good by a friend who lent me. Because, you know, sometimes you just want to read something real and messed up about other people’s life, not only heavily filtered “amazing” life on your Facebook feed.

Anecdotal Fallacy 

Social science seems to be the field I opt to pick from bookshelves in recent years, especially on behavioral economics and cognitive psychology. Be it from Dan Ariely, Daniel Pink, Malcolm Gladwell, I read all those popular books that everyone else is also reading (Yep, a clichéd millennial. Yep, that’s me). 

Ever since I started working and got exposed to much more variety of people, I find the study of human relationships and minds extremely fascinating, simply because it is so complex. Although with enough research you can draw patterns and some conclusions from human behaviors, there is never a one-size-fits-all answer for a single question.

You can’t plug it all into equation – Every time I do X, I will get Y result. 

Which, after I’ve read a few books, sometimes I start to question how much of it is true. For some books, it’s a real struggle to be convinced while reading it. 

Grit: The power of passion and perseverance is one of them. Started off, I got the feeling this could be a great book. The author’s theory on Growing grit from the inside out speaks to me and it successfully convinces me to a certain degree, backed up by research paper and surveys. 

Although it may sound obvious, I do like her theory of hierarchy of goals as it helps put things in structure and sorts out priorities in life in order. She proposes that each of us should have the top-level goal, with a few mid-level, and more low-level goals underneath. The top-level goal should act as your compass, the same ultimate concern. You may call it your life philosophy. 

There are many other factors contributed to growing grit inside out. I personally like the idea of “foster your passion” not “find your passion” This book teaches you not only to fall in love with what you do, but also stay in love with it, which, in my opinion, a much tougher task to achieve. 

Unfortunately, the second half of the book, Growing grit from the outside in, lost my interest rather quickly, to the point that I almost could not force myself to read further! 

Why? 

Because it is full of anecdotal evidences. A lot of “He said, she said” 

The author starts telling exceptional stories of people in different fields, even the story of herself as a mean to convince readers about her theories! I am really not sure what to make of, for Mr.A and Ms.B sucesss stories, and how much (if at all) these can be a representative of the whole population. I might as well can write and give an example of a story from my mother’s friend! 

To me, anecdotal evidence is a major flaw of social science books. However, some of really good books I like, for example, Quiet by Susan Cain, are able to convince me and I feel like the book is written with solid research background and sound evidence, as much as the “soft” science possibly allows it to be. 

I will have to violate The rule of three (possibly upset my Faculty of Arts professor in the process) and offer only two little suggestion of how to convince readers in my humble opinion. Basically because I can’t think of the third suggestion! (Damnit). 

-Summarize key message at the end of each chapter. Make your findings look concrete. I personally love this style as it helps digest the whole book much easier. 

-Reduce anecdotal evidences to the minimum. A few stories could be used to catch readers’ attention to engage with the book emotionally and makes it less academic. But it gets boring very quickly when the author starts each chapter with some extraordinary people’s stories. We give and receive anecdotal evidences in every day lives as it’s such a common fallacy in most of our daily conversations. So, I expect something different when I read. 

I’m not sure if this is the major reason I find a few of these human behavior study books start to sound the same. It could get repetitive over times. Feel free to recommend if you know any good, interesting books. No more anecdotal fallacy, please! 

On solitary

It was on New Year’s Eve night. A friend, out of a sudden, threw this question up in the air. 

“Is it really that scary to be alone?” 

The whole table went silent. (That was quite unexpected, too). 

Solitary – I think of it a lot these days. In fact, I’m living in it. 

2016 was the year that, for the very first time in life, I can honestly say I lost faith in love. Whatever happened in the past kept piling up until the final string, something inside me, was broken, and I could not go back to the way I once was. I had never been too eager about chasing after love myself, but at least I never eyed it with suspicion, skepticism, and this much negativity, or even recoiled from it, as much as I do now. Too much disappointment could numb you to the bones, and eventually paralyze you. 

It is sad. I’m even sad, seeing myself turning to this kind of person. I very much wish to go back to the old me, being able to face love in a neutral, open-minded way and embrace what’s coming in life. However, at the same time, more and more I start to think this “love thing” is something that happens to other people, in which I’m really happy for them when this miracle happens, but it’s just not for me. 

I am giving up. 

This kind of feeling – losing faith in love – in turns keep fueling the thought of being alone. And, once again, for the first time in life, I start pondering; what it means to really be alone 20 years from now, or for the rest of my life. Logically thinking, what are the things that I need to prepare? 

Funny enough, I don’t think much about the current state of life, when I’m still fairly young and have enough energy. But I think way beyond that, when I turn 60, life after retirement, what would it be to be alone? 

Mainly I think about it from two main angles; health-wise and finance-wise. When I get sick, when I get so old that I no longer can walk or take care of myself, how will I manage my life then? How much savings do I need to be able to take care of myself when I get old, living by myself? 

It was enough. This fear was enough to drive me think about and even search for advice on health insurance and investment plans. 

For the record, never once I thought about life after retirement, until 2016. I swear, that thought of getting old somehow never crossed my mind. Again, another first in life. Is it because of the age, or the current state of mind? I am unsure. 

Current dramas in life and dramas from other people around me did give me another thought: you pick the kind of suffering you want to suffer for. 

Nothing ensures everlasting happiness. People who are married can get a divorce, their spouse die, their children may have serious issues. They have their own sets of problems, different from single people’s. But I’ve come to term that, everyone has their own problems. Everyone suffers, in one way or another, at some point in life. 

Recently I’ve spoken to a 45 year old single woman, and she told me that, you can’t overthink about being single and alone (Well, I overthink about everything).  You need to know how to enjoy your life journey while planning it accordingly. For the rest, for those things that you can’t control, don’t sweat. You can’t do anything about it anyway. Leave it at that, for your own peace of mind. 

I will make sure to remember that. And breathe. Cheers to solitary. 

[Edit: May 2017, Came back to reread and thought this post is too bleak! So I wrote a new post partially in response to this one; on how 5 months later I’ve changed and embraced a more positive outlook on this matter]

Transition

In my late 20s, especially in my recent years, I’ve always felt fortunate that I can be “carefree” in life, for the most parts. True that I didn’t really have anything much, but I also don’t have any burden or responsibility, except for myself. 

I cherish that. I really do.  

I know one day there will be changes and I can’t stay carefree forever. But I did think I can take time, going my own pace, preparing myself to be ready for that future “burden” 

But that’s not life, is it? You can never predict this thing called life. 

Out of a sudden, an unseen external force changed things. It knocked me down, and I am totally thrown out of balance, unprepared.  

I’ve never felt “grown-up” as much as I do now. This is what it must feel like being a “real” grown-up; making big decisions about life, making financial plans, being responsible for other people, carrying this “burden” 

I’m also aware I’m such a baby, even though my age is old enough to have a family of my own and even have 2 children or something. It is embarrassing when you think about it. But now I know, and am still grateful I don’t have those kinds of responsibility. Clearly, I can’t. Mentally, at least. 

The positive thing in this, though, is, maybe it’s a fresh start of something new. It’s just a bit sooner than I expected. But perhaps this is a beautiful disaster, an opportunity in a crisis. 

And I will find a way in this, somehow. There will always be a way. And eventually everything will be ok. 

2017, big 30, it’s going to be quite a year. I already sensed it. Another year of life transition.